
สาดโคลนบึ้มบรรทัดทอง
แม้ควันระเบิดที่ ถนนบรรทัดทอง จะจางหายไปแล้ว แต่ความขัดแย้งยิ่งคุกรุ่น
แม้ควันระเบิดที่ ถนนบรรทัดทอง จะจางหายไปแล้ว แต่ความขัดแย้งยิ่งคุกรุ่น ขั้วการเมืองทั้งสองฝ่ายต่างก็ใช้เหตุการณ์ดังกล่าวโจมตีฝ่ายตรงข้าม
จตุพร พรหมพันธุ์ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประณามผู้ก่อเหตุปาระเบิด ส่วนเรื่องเสื้อสีแดงที่พบในที่เกิดเหตุนั้น จตุพรมองว่าเป็นการจัดฉากเพื่อโยนความผิดพร้อมระบุว่า การสร้างสถานการณ์เป็นชุดเดียวกับผู้วางแผนสลายการชุมนุมปี 2553 เป็นการเร่งเร้าให้ทหารสวมรอยรัฐประหาร
“ทันทีที่มีเสียงระเบิดดังขึ้นละครฉากใหญ่ก็ถูกสร้างขึ้นมา ถามว่าคนเสื้อแดงได้อะไร แต่คนที่ได้ประโยชน์คือคนที่ใกล้จะถึงจุดจบนั่นคือนายสุเทพ ถ้าคนเสื้อแดงไปทำเขาจะทิ้งเสื้อแดง หมวกแดงไว้หรือ”
ด้าน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำ กปปส. กล่าวว่า การอ้างว่าเหตุระเบิดเป็นการกระทำของ กปปส.นั้น สุเทพ และแกนนำทุกคนยืนยันว่าไม่มีจิตใจอำมหิตโหดเหี้ยมที่จะเข่นฆ่าฝ่ายเดียวกันเอง ส่วนการกล่าวหาว่าเปลี่ยนเส้นทางก็ไม่เป็นความจริง เป็นการสร้างเรื่องบิดเบือนข้อมูลขึ้นมา หรือปฏิบัติการจิตวิทยา เพราะทุกเส้นทางมีการแจ้งล่วงหน้า
ทั้งนี้ วันที่ 19-20 ม.ค. กปปส.จะเดินเท้าอีกครั้ง การเดินทุกครั้งจะปรับลดระยะทางให้สั้นลงเหลือไม่เกิน 5 กม.
ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงแสดงความเสียใจกับผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิด และรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง เพราะปล่อยให้เหตุเกิดในช่วงกลางวัน กลางกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ตอนนี้ถือว่า.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ มือเปื้อนเลือด
ทั้งนี้ ปชป.จะทำหนังสือถึงองค์กรระหว่างประเทศ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ สถานทูตทุกแห่ง วันที่ 20 ม.ค. อธิบายว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากการใช้อำนาจของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ
ขณะที่ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ และประณามการสร้างสถานการณ์ พร้อมระบุว่าไม่อยากให้ด่วนสรุปโยนความรับผิดชอบให้รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรม
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกต เช่น มีการเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน เมื่อเกิดเหตุแล้วการ์ดไม่ให้พนักงานสอบสวนรวมทั้งสื่อมวลชนเข้าจุดเกิดเหตุ และน่าสงสัยว่าเหตุใดทหารจึงไปถึงที่เกิดเหตุได้ก่อนตำรวจ สำคัญผู้ก่อเหตุทิ้งร่องรอยหลักฐานไว้เต็มไปหมด เรื่องนี้น่าจะมีเบื้องหลัง การจัดฉากไม่แนบเนียน
“เหตุที่เกิดขึ้นอาจโยงไปสู่ข้อมูลที่ได้รับมาว่าสิ่งที่ต้องการคือเรียกร้องให้กองทัพปฏิวัติรัฐประหารใช่หรือไม่”
ด้าน ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) ประชุมประเมินสถานการณ์ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. รายงานเหตุการณ์ว่าเป็นความพยายามของกลุ่มที่ต้องการสร้างสถานการณ์นำไปสู่ความรุนแรงและมีการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ
ขณะที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เชื่อว่าผู้ลงมือก่อเหตุเป็นผู้ที่แฝงตัวอยู่ร่วมกับผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน พร้อมมองว่าจากนี้การชุมนุมจะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น เพราะแนวทางการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.มีการกระจายตัว สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้
ทั้งนี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่ได้เข้าร่วมประชุมและไม่ไปร่วมพิธีสวนสนามต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล โดยมีรายงานข่าวว่าพักอยู่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง ติดตามสถานการณ์การชุมนุมและรับฟังรายงานจากสุรพงษ์ทุกระยะ
ด้านความคืบหน้าการสืบสวนล่าสุด พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด ระบุว่า ระเบิดเป็นชนิด RGD-5 ของจีนหรือรัสเซีย เป็นชนิดขว้าง ไม่ได้ขว้างมาจากในรถม็อบ เพราะรัศมีสังหาร 6 เมตร อาจทำให้คนขว้างเสียชีวิตได้
พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ กล่าวว่า จากการตรวจสอบหลักฐาน ยืนยันว่าเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนประเภทบีบีกันที่ใช้ในการเล่นกีฬา ไม่สามารถใช้บรรจุกระสุนจริงได้
ด้าน พล.ต.ต.วัลลภ ประทุมเมือง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 กล่าวว่า ยังไม่สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดได้ เนื่องจากได้รับการต่อต้านจากกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งตำรวจจะประสานไปยังแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมอีกครั้งในการเปิดทางให้เข้าตรวจสอบพื้นที่
ขณะที่ พล.ต.ต.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ผบก.ภ.จ.นราธิวาส กล่าวว่า หมวกแก๊ปสีแดงปักอักษรหน่วยปฏิบัติการจู่โจมที่พบนั้นไม่ใช่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่อย่างแน่นอน เนื่องจากไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดจู่โจมหรือชุดสลายฝูงชนเข้าร่วมดูแลสถานการณ์การชุมนุมแต่อย่างใด







