
ขว้างระเบิดขบวนสุเทพตร.ข้องใจม็อบเปลี่ยนเส้นทาง
ระเบิดที่ถนนบรรทัดทองซึ่งคนร้ายโยนเข้าใส่หัวขบวนของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ระเบิดที่ถนนบรรทัดทองซึ่งคนร้ายโยนเข้าใส่หัวขบวนของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ซึ่งนำมวลชนเดินเชิญชวนประชาชนขับไล่รัฐบาล ขณะที่สุเทพยังเดินตามมาไม่ถึง ทำให้มีผู้บาดเจ็บถึง 38 คน
หลังเกิดเหตุ รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติตกเป็นจำเลยทันที หลังนำขบวนกลับถึงเวทีชุมนุมสวนลุมพินี สุเทพขึ้นเวทีปราศรัยกล่าวหารัฐบาลและตำรวจทันทีว่ารู้เห็น ขณะที่ผู้นำองค์กรตำรวจและรัฐบาลต่างเรียงหน้าปฏิเสธ พร้อมทั้งโต้กลับว่าอาจเป็นการสร้างสถานการณ์
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธว่ารัฐบาลไม่ได้สร้างสถานการณ์ ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง และยินดีดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด โดยยอมรับว่าเป็นห่วงสถานการณ์ อาจจะวุ่นวายนับจากนี้ จะเร่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนนำคนผิดมาดำเนินคดีโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย โต้กลับดุเดือดว่า กปปส.เดินและเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน เรื่องดังกล่าวอาจเป็นวิถีทางที่สุเทพเรียกร้องความสนใจ เพราะว่ามีความผิดปกติในการเปลี่ยนเส้นทาง คาดว่าอาจมีสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อีก
ด้าน พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็พูดในทำนองเดียวกันว่า เส้นทางเดิม กปปส.กำหนดไว้ว่าจะเริ่มจากสวนลุมพินีสีลมเจริญกรุงสี่พระยาแยกสามย่านถนนพญาไทเวที กปปส.ปทุมวัน แต่เมื่อเคลื่อนขบวนจริงได้เปลี่ยนเส้นทาง จึงเป็นข้อสังเกตว่ามีความผิดปกติ ผิดวิสัยที่ กปปส.ทำมาโดยตลอด
ทั้งนี้ ช่วงเช้าวันที่ 17 ม.ค. ก่อนเคลื่อนขบวน ทีมโฆษก กปปส.ได้แจ้งแก่มวลชนว่ามีการเปลี่ยนแปลงเส้นทาง โดยสุเทพนำขบวนออกจากสวนลุมพินี ผ่านแยกศาลาแดง สุรวงศ์ ถนนนเรศ สี่พระยา วัดแก้วฟ้า ถนนมหานคร ถนนพระรามสี่ ก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าถนนบรรทัดทอง และเข้าถนนพระรามหนึ่ง ไปยังเวที กปปส.แยกปทุมวัน
การเดินขบวนออกจากสวนลุมพินี ช่วง 09.00 น. เป็นไปอย่างสงบ สุเทพนำเดินไปตามเส้นทางดังกล่าว กระทั่งเวลาประมาณ 13.03 น. เมื่อหัวขบวนถึงบริเวณปากซอยจุฬา 4 ถนนบรรทัดทอง คนร้ายลอบปาระเบิดเข้าใส่รถนำขบวน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 38 คน
ทีมงานสุเทพได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของสุเทพว่า “หลังจากขบวนถูกโยนระเบิด ทีมงานรักษาความปลอดภัยขอร้องให้กำนันสุเทพขึ้นรถกันกระสุน แต่กำนันไม่ยอมทิ้งพี่น้องประชาชน ขอเดินนำมวลชนกลับ และยังร้องเพลงสู้ไม่ถอย ทำเอาผู้ติดตามถึงกับหลั่งน้ำตา”
หลังเกิดเหตุกลุ่มรักษาความปลอดภัย หรือการ์ดกปปส.ได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นอาคารร้าง ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ล้อมรั้วเตรียมรื้อถอน เนื่องจากมีผู้เห็นมือระเบิดอยู่บริเวณชั้นบนอาคาร
ระหว่างนั้น การ์ด กปปส.กระจายกำลังกันค้นอาคารร้างช่วงซอยจุฬา 26 โดยปิดล้อมพื้นที่ห้ามเข้า การค้นหาผ่านไปร่วม 3 ชั่วโมง พบอาคารหลังหนึ่งภายในซอยจุฬา 6 ห่างจากจุดเกิดเหตุ 50 เมตร ด้านหน้าติดสติกเกอร์ “ศูนย์ประสานงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ หจก.ยอดเทพประทาน” ภายในใช้เป็นห้องพัก และพบชิ้นส่วนปืนเอ็ม 16 จำนวนหนึ่ง พร้อมทั้งมีดและวิทยุสื่อสาร 6 เครื่อง บัตรพนักงานรักษาความปลอดภัย และหมวกแก๊ปสีแดง มีข้อความ “หน่วยปฏิบัติการจู่โจม” ใกล้อาคารดังกล่าวพบว่ามีรถติดตราสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีกระดาษข้อความ ชื่อตำรวจนายหนึ่งพร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดไว้ที่กระจก
ผลตรวจระเบิดพบว่า เป็นระเบิดสังหารแบบขว้าง ชนิดอาร์จีดี 5 ของจีน รัศมีทำลาย 6 เมตร ไม่มีใช้ในราชการ
พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ กล่าวว่า การตรวจสอบชิ้นส่วนปืนที่พบในอาคารร้างพบว่า เป็นสิ่งเทียมอาวุธปืน บีบีกัน ไม่ใช่ปืนจริง และใช้ยิงกับกระสุนจริงไม่ได้ ส่วนห้องที่พบของกลางก็เป็นห้องพักยามที่จุฬาฯ จ้างมาดูแลสถานที่
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก แถลงว่า การกระทำการรุนแรงทั้งกลางวันและกลางคืนบ่อยครั้ง ส่อให้เห็นถึงอันตรายต่อความมั่นคง เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกหน่วยงานทั้งตำรวจและทหารจะต้องให้ความสนใจ คลี่คลายสถานการณ์ให้ได้โดยเร็ว และสืบหาให้ชัดเจนว่า เป็นการกระทำของฝ่ายใด ส่วนกรณีนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ แกนนำคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี ที่นำคนเสื้อแดงเข้าไปข่มขู่มวลชนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ถนนแจ้งวัฒนะ ทหารรับไม่ได้
“ขอเรียกร้องตำรวจให้เร่งดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีมีกลุ่มคนบางกลุ่มได้รวมตัวกันกดดันผู้ว่าราชการจังหวัด ด้วยการยื่นหนังสือพร้อมประกาศว่า หากการชุมนุมไม่ยุติภายใน 3 วัน จะนำพรรคพวกมาดำเนินการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและกองทัพบกคงจะต้องมีการตั้งคำถามถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในข้อใดบ้าง เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐและคนไทยทุกคนคงไม่เห็นด้วย กับการกระทำเช่นนี้”โฆษกกองทัพบก กล่าว







