
สื่อนอกชี้ไทยวิกฤตหนักเสี่ยงถลำสู่สงครามกลางเมือง
พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
สถานการณ์วิกฤตการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตาดูจากสื่อทั่วทุกมุมโลกอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปฏิบัติการปิดกรุงเทพฯ หรือ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” เพื่อขับไล่รัฐบาลของกลุ่มผู้ประท้วงจะล่วงเข้าสู่วันที่ 4 แล้วก็ตาม โดยส่วนใหญ่ต่างรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า กำลังวิตกกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง
หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า เหตุลอบยิง ลอบปาระเบิด ลอบทำร้าย และสร้างความปั่นป่วนต่อกลุ่มมวลชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ตั้งเวทีประท้วงตามแยกสำคัญต่างๆ ในกรุงเทพฯ ของกลุ่มคนที่ไม่หวังดีในยามวิกาลตลอดระยะเวลา 3-4 วันที่ผ่านมานั้น กำลังกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้วิกฤตการเมืองไทยในปัจจุบันร้อนระอุมากขึ้นกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน แผนการใช้วิธีลอบทำร้ายดังกล่าว ยังเป็นส่วนทำให้ผู้เข้าร่วมการประท้วงบางส่วนรีบเดินทางออกจากสถานที่ชุมนุมตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ เนื่องจากวิตกกังวลต่อเรื่องความปลอดภัย แต่ก็ยังมีอีกบางส่วนที่ประกาศลั่นไม่กลัวขอสู้ต่อ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร เผยกับสื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดังจากแดนสหรัฐ ว่า การใช้ความรุนแรงทางการเมืองมีมาเนิ่นนานแล้วในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และการใช้การลอบทำร้ายที่ลึกลับมักจะถูกใช้โดยกลุ่มคนที่มีวัตถุประสงค์บางอย่าง และเป็นไปได้ว่าอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้โจมตีฝ่ายตรงข้าม
“ทั้งหมดก็คือการทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งอาจไปกระตุ้นให้กองทัพลุกขึ้นมาเพื่อควบคุม ถ้าสถานการณ์รุนแรงออกไปเกินกว่าจะควบคุม” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว
ด้านนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ ก็ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับวิกฤตการเมืองไทยในขณะนี้ว่า เปรียบเสมือนดั่งประเทศนี้กำลังตกอยู่ “ภาวะแตกออกเป็น 2 ประเทศ” เนื่องจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลต่างก็มีมวลชนเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเองที่พร้อมจะลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากันอยู่ทุกเมื่อ
ขณะเดียวกัน ในฟากของกองทัพเองก็มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในองค์กรเช่นกัน โดยมีทหารบางส่วนที่มีใจฝักใฝ่ฝ่ายมวลชนคนเสื้อแดง หรือทหารแตงโมอยู่
ส่วนทางด้านเงื่อนไขปัจจัยที่นำไปสู่วิกฤตการเมืองไทย ก็ดูจะหาทางออกจากวังวนความขัดแย้งยากขึ้นทุกที เพราะถึงแม้รัฐบาลรักษาการณ์ของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะพยายามให้มีการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.นี้ แต่ดูเหมือนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เองก็ไม่อยากที่จะให้มีการเลือกตั้งในวันดังกล่าว
ส่วนทางฝั่งพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ประกาศบอยคอตการเลือกตั้ง เพราะเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ยุติธรรม ทว่า สื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดังรายสัปดาห์จากอังกฤษ มองว่าสาเหตุที่แท้จริงอาจจะเป็นการกลัวแพ้การเลือกตั้งมากกว่า
อีกทั้งการที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ประกาศลั่นไม่ยอมรับข้อเสนอทั้งการยอมเลื่อนวันเลือกตั้ง หรือการเชิญชวนร่วมสภาปฏิรูปของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พร้อมกับย้ำว่า ขณะนี้เจ้าตัวมีเงินทุนมากพอที่จะต่อสู้กับระบอบทักษิณแล้ว ก็ยิ่งทำให้สภาพการเมืองไทยยิ่งหาทางออกได้ยากลำบากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามใช้แท็กติกในการประวิงเวลาเอาไว้ เพื่อหวังจะทำให้กระแสความร้อนแรงของม็อบ กปปส.ของสุเทพดับมอดลงไป แต่การจะนำการเมืองไทยไปสู่จุดที่มีการประนีประนอมรอมชอมกันดูเหมือนจะยากมากขึ้น
เพราะในห้วงเวลาเดียวกันนี้เอง กลุ่มขบวนการมวลชนคนเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลและมีฐานสนับสนุนในภาคเหนือและอีสาน ก็ทำท่าว่าจะไม่สามารถอดทนกับการลุกฮือของม็อบกปปส. ขึ้นทุกขณะแล้ว และจะยิ่งรับไม่ได้เลยหากว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถกลับมาเป็นรัฐบาลโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยหวาดวิตกก็คือว่า หากเกิดความรุนแรงบนท้องถนนขึ้นมา อาจเป็นปัจจัยเร่งให้กองทัพใช้กำลังเข้าแทรกแซงทำรัฐประหารได้ และปัจจุบันแรงกัดดันดังกล่าวกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
โดยก่อนหน้าที่จะมีการปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ เพียงวันเดียว ดิ อีโคโนมิสต์ รายงานอ้างสื่อจากไทยสำนักหนึ่งว่า ยิ่งลักษณ์เคยคิดที่จะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการณ์แล้วด้วยซ้ำ เพียงแต่ถูก ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของผู้นำหญิงไทย ได้ต่อสายตรงมาจากนครดูไบ เพื่อยับยั้งความคิดดังกล่าวเอาไว้
อย่างไรก็ดี เงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและอาจเลยเถิดไปสู่ภาวะสงครามกลางเมืองอย่างแท้จริง อาจเกิดมาจากเงื่อนปมการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้
เพราะในสายตาของดิ อีโคโนมิสต์ มองว่า ถ้าหากมีการเลื่อนออกไป อาจนำไปสู่การเปิดช่องว่างทางกฎหมาย และอาจมีการตีความไปสู่การเปิดทางให้มีนายกรัฐมนตรีคนกลางที่มาจากการแต่งตั้งขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่า นี่คือสิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์พยายามหลีกเลี่ยงอย่างถึงที่สุด
หากว่าสิ่งที่รัฐบาลวิตกเป็นจริงขึ้นมา มวลชนคนเสื้อแดงย่อมไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป เพราะวิธีการดังกล่าวเปรียบเสมือนการทำรัฐประหารโดยทหารเลยทีเดียว
ฉะนั้น เมื่อรวมเอาปัจจัยทั้งหมดประดังเข้ามาพร้อมๆ กัน ทั้งขบวนการมวลชนของแต่ละฝ่ายที่อาจลุกฮือขึ้น โดยเฉพาะจากฝั่งมวลชนคนเสื้อแดง ความแตกแยกและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในกองทัพ ไปจนถึงเงื่อนตายของวิกฤตการเมืองที่ไม่สามารถหาทางออกได้ “อาจทำให้ไทยก้าวเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมืองได้ไม่ยาก”
ทั้งนี้ ผลพวงจากความวิตกกังวลต่อวิกฤตการเมืองของไทยนี้เอง ทำให้ล่าสุด มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทผู้จัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังออกแถลงการณ์เตือนว่า อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้
“อันดับเครดิตของพันธบัตรรัฐบาลที่ติดลบ เป็นผลพวงมาจากการประท้วงทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ซึ่งได้ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เปราะบางของปี 2014 แล้ว” รายงานมูดี้ส์ ระบุ พร้อมเสริมว่า ความตึงเครียดทางการเมืองกำลังทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนไปแล้วในขณะนี้
ขณะที่โกลด์แมน แซคส์ ได้ออกมาหั่นคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงมาเหลืออยู่ที่ 3.6% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 4.2% พร้อมให้เหตุผลว่า มีเหตุปัจจัยมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
แอนดริว ทิวตัน นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่าปัญหาการเมืองอาจกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงภายในไตรมาสแรกของปีนี้ ขณะที่อัตราค่าเงินบาทก็คาดว่าจะอ่อนค่าลงอีก แต่ไม่รุนแรงมากนัก
จึงนับเป็นช่วงจังหวะเวลาแห่งความยากลำบากของไทยโดยแท้ เพราะการเมืองก็เกิดทางตัน ซ้ำเศรษฐกิจก็กำลังย่ำแย่ ซ้ำยังเสี่ยงจะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นทุกขณะ







