
ดับฝันเสือเอเชียไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง
ในปี 2014 นี้ ภูมิภาคเอเชียเปิดศักราชด้วยข่าวดีตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้น่าจะเติบโตมากที่สุดในโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจเอเชียน่าจะพุ่งสูงกว่า 6% แม้จะเกิดปัญหาความไม่สงบทางการเมืองและการชุมนุมประท้วงในหลายพื้นที่ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาก็ตาม
ในปี 2014 นี้ ภูมิภาคเอเชียเปิดศักราชด้วยข่าวดีตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้น่าจะเติบโตมากที่สุดในโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจเอเชียน่าจะพุ่งสูงกว่า 6% แม้จะเกิดปัญหาความไม่สงบทางการเมืองและการชุมนุมประท้วงในหลายพื้นที่ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาก็ตาม
แม้ว่าหลายประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียจะสามารถถีบตัวเองขึ้นมาจากประเทศยากจนได้สำเร็จ แต่ก็ไม่อาจก้าวผ่านขีดจำกัดที่มีไปสู่ทำเนียบประเทศพัฒนาแล้วได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ตกลงไปในกับดักที่เรียกว่า “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” ที่ยังติดอยู่กับค่าแรงต่ำ แรงงานไร้ฝีมือ รวมถึงการไม่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้
รายงานของมูลนิธิเอเชีย ชี้ให้เห็นว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพของประเทศไทยและมาเลเซียในปัจจุบัน ทำให้ทั้งสองประเทศนี้ไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ทะยานขึ้นเป็นเสือเศรษฐกิจตัวต่อไปของเอเชียได้
ประเด็นสำคัญที่ทำให้มาเลเซียยังอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งๆ ที่ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในการกำจัดปัญหาความยากจนออกไปจากประเทศ เกิดจากขาดการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ การลงทุนทางเทคโนโลยีที่ค่อนข้างต่ำ มาตรฐานการศึกษาที่ต่ำลง ค่าแรงที่สูงมาก รวมถึงภาคการผลิตที่ซบเซา ในขณะที่นโยบายเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวก็ไม่สามารถปฏิบัติได้จริงจากความอ่อนแอของภาครัฐ และแรงกดดันของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ
สำหรับผลวิเคราะห์ของประเทศไทย พบว่า ประเทศไทยสร้างรายได้จนสามารถหลุดจากประเทศยากจนกลายเป็นประเทศรายได้ปานกลาง จากการพัฒนาการส่งออกด้วยกลยุทธ์แรงงานราคาถูก การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในประเทศ รวมทั้งดึงการลงทุนจากต่างชาติที่ทำการผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่เกิดขึ้นยังไม่อาจฟันธงได้ว่าจะส่งผลดีต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้ในภาคครัวเรือนของไทยหรือไม่ แต่ปัญหาที่เริ่มขยายวงกว้างขึ้นอย่างชัดเจน คือ มลพิษทางสิ่งแวดล้อมและปัญหาสังคมที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่มั่นคงก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของปัญหาความไม่เท่าเทียมในสังคมและการชุมนุมประท้วง
นอกจากนี้ สัดส่วนงบประมาณของรัฐบาลที่อนุมัติเพื่อสนับสนุนการศึกษา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศยังต่ำกว่างบประมาณในกระทรวงอื่นๆ อยู่มาก
ทั้งนี้ รายงานจากมูลนิธิเอเชียยังตั้งข้อสังเกตว่า ระบบการเมืองแบบคณาธิปไตยที่มีคนเพียงกลุ่มเดียวใช้อำนาจอธิปไตยที่มีวางนโยบายต่างๆ จากส่วนกลางเป็นจุดสำคัญที่ส่งผลให้ไม่เกิดการปฏิรูปเพื่อความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
บทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยต้องกลับมาทบทวนอย่างเร่งด่วนเป็นลำดับแรกก็คือ การเพิ่มมาตรการความรับผิดชอบจากทุกภาคส่วนในปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว รวมถึงส่งเสริมให้มีการกระจายอำนาจอธิปไตยและกิจกรรมการเคลื่อนไหวของประชาชน เพื่อสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการปฏิรูปในอนาคต
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาที่น่าจะเป็นไปได้ในเวลานี้ คือ การร่วมอภิปรายหาแนวทางแก้ปัญหาทั้งจากนักวิชาการ สถาบันการศึกษา รัฐบาล และหน่วยงานนานาชาติ เพื่อเร่งการปฏิรูป ลดความเสี่ยงที่จะติดอยู่ในกับดัก







