
โวยด่านตร.ค้นรถพยาบาลช่วยคนเจ็บไม่ทัน
ภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงสนทนาของเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะปฏิบัติการรื้อค้น “รถพยาบาล” เพื่อควานหาอาวุธสงคราม ถูกบันทึกและเผยแพร่ต่อในช่วงกลางดึกของวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา
ภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงสนทนาของเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะปฏิบัติการรื้อค้น “รถพยาบาล” เพื่อควานหาอาวุธสงคราม ถูกบันทึกและเผยแพร่ต่อในช่วงกลางดึกของวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา
นำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิอย่างรุนแรงต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
เหตุดังกล่าว เกิดขึ้นเวลา 22.00 น. ของวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างที่รถพยาบาลของโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กำลัง ว.9 “เปิดไซเรน” เพื่อเข้าไปรับผู้ป่วยในสถานที่ชุมนุม บริเวณห้าแยกลาดพร้าว กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งตั้งด่านอยู่หน้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (เอ็มอาร์ที) ลาดพร้าว โบกให้จอด และเข้ารุมรื้อค้นจนข้าวของเวชภัณฑ์ยาเครื่องมือแพทย์กระจัดกระจาย
เป็นเวลากว่า 5 นาที จึงจะหนำใจ เมื่อไม่เจออาวุธจึงปล่อยไป ที่สุดแล้วรถพยาบาลคันนี้ไปรับผู้ป่วยได้ไม่ทัน
เจมส์ เป็น 1 ใน 5 ของพนักงานปฏิบัติเวชกิจฉุกเฉินซึ่งประจำการอยู่ในรถพยาบาลขณะเกิดเหตุ เล่าว่า ขณะเกิดเหตุมีหน่วยแพทย์อยู่บนรถ 5 คน ทุกคนแต่งชุดสีขาวมีสังกัดชัดเจน ส่วนรถพยาบาลไม่ได้เปิดเสียงไซเรนแต่เปิดไฟฉุกเฉินแล้ว
กระทั่งมาถึงด่านตรวจ สน.สุทธิสาร มีเจ้าหน้าที่ไม่ต่ำกว่า 10 นายประจำการอยู่ที่นั่น โดยเจ้าหน้าที่ได้อ้างอำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อขอค้นรถ และแม้ว่าจะเจรจาว่ากำลังเร่งรีบเพราะเป็นนาทีชีวิต แต่ตำรวจก็ไม่ยินยอม
“เขาถามว่าจะไปไหน ผมก็บอกไปว่าจะรีบไปช่วยผู้ป่วยที่ห้าแยก เขาบอกว่าขอตรวจค้นรถ ผมก็บอกว่าเราเป็นทีมพยาบาลและกำลังรีบ แต่เขายืนยันว่าจะต้องตรวจ ผมเลยบอกงั้นช่วยตรวจคนเดียวได้ไหม เขาไม่ฟังแล้วเข้ามาพร้อมกันทีเดียว 5 คน ประตูหน้า 2 ประตูข้าง 2 ประตูหลัง 1 รื้อค้นทุกอย่างกระจัดกระจาย”
“ร่วม 5 นาทีที่เขารื้อ พอไม่เจออะไรแทนที่จะปล่อยกลับมาเล่นเราต่อเรื่องวิทยุว่ามีใบอนุญาตหรือไม่ ผมพกไว้ตลอดเลยเอาออกมาแสดง ระหว่างนั้นผมก็แจ้งไปยังศูนย์นเรนทรว่ากำลังถูกตำรวจ สน.สุทธิสาร ตรวจค้น ไม่สามารถไปรับคนไข้ได้ และฝากให้แจ้งผู้บังคับบัญชาด้วย พอเขาได้ยิน ว.ก็เลยมีท่าทีอ่อนลง และยอมปล่อยไป”
ล่าสุด ชมรมแพทย์ชนบท แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า เหตุการณ์เช่นนี้ อาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวระหว่างวิชาชีพด้านสุขภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยการกระทำดังกล่าวถือเป็นการคุกคามที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีก จึงขอให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติทบทวนแนวปฏิบัติในเรื่องนี้ เพราะพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ผิดหลักสากลอย่างชัดเจน







