
เสื้อแดงสลายตัว..ก่อวินาศกรรมเพื่อไทย
ทิศทางการขยับบทบาทของ “เสื้อแดง” จากนอกสภาเข้าสู่การเมืองในสภา จึงเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญ ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดอยู่ภายในพรรคเพื่อไทย
ทิศทางการขยับบทบาทของ “เสื้อแดง” จากนอกสภาเข้าสู่การเมืองในสภา จึงเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญ ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดอยู่ภายในพรรคเพื่อไทย
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ส่งสัญญาณไต่ระดับหา “ทางลง” ตามเส้นทางโรดแมปที่นายกรัฐมนตรีหยิบยื่นมาให้ ท่ามกลางกระแสข่าว “เสื้อแดง” เตรียมประกาศแยกย้ายสลายตัวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้
เหลือแค่ “เก็บงาน” เล็กน้อย ก่อนปล่อยให้บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงเข้าไปต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม กับข้อหาติดตัวที่ได้มาระหว่างการชุมนุม โดยเฉพาะคดีอาญาอย่างเรื่อง “การก่อการร้าย” และ “กัดกร่อนสถาบัน”
งานนี้ทั้งนายกฯ และเสื้อแดงต่างออกมาประสานเสียงยืนยันไม่มี “เกี้ยเซี้ย” ยอมความ นิรโทษกรรม
ทว่าเวลานี้แกนนำกลุ่ม นปช. ต่างมองข้ามช็อตไปถึง “บทบาท” ของตัวเองหลังจากนี้ ซึ่งเคยเป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ว่า แกนนำหลายคนวางแผนกระโดดเข้าสู่สนามการเมืองแบบเต็มตัว หลังเสร็จศึกรอบนี้
โดยเฉพาะกับความดีความชอบในฐานะ “ขุนศึก” ที่นำทัพแดงกดดัน “รัฐบาล” จนยอม “ยุบสภา” เปิดทางเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย.
ยิ่งประเมินทิศทางลมแล้ว เป็นไปได้สูงจะเกิดกระแสตีกลับมาหนุนพรรคเพื่อไทย จนมีเสียงข้างมากพอจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ดังนั้น จึงเป็นไปได้สูงว่า “มรสุมลูกใหญ่” ในพรรคเพื่อไทยกำลังจะเริ่มก่อตัวขึ้น จากการจัดขบวนผู้สมัครลงสนามเลือกตั้ง ที่จะมีการช่วงชิงโควตาภายในเพื่อไทยลงสมัครหนักกว่าครั้งอื่นๆ
คำนวณตามเส้นตายเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ย. ที่นายกฯ ขีดขึ้นมา เมื่อบวกลบในใจแล้วเหลือเวลาเพียงแค่อีกไม่กี่เดือนที่จะเปิดรับสมัคร สส. ยิ่งรวมกระบวนการคัดกรอง แบ่งสรรโควตา ยิ่งต้องรีบออกตัวแสดงความจำนงกันตั้งแต่ตอนนี้
ต้องยอมรับว่า ทั้งเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยล้วนแต่เป็นมือไม้สำคัญของ “นายใหญ่” ในการขับเคลื่อนต่อสู้กับรัฐบาลประชาธิปัตย์ และถึงเวลาที่จะต้องปูนบำเหน็จให้กับความดีความชอบที่ร่วมฝ่าฟันมา
การที่แกนนำเสื้อแดงจะแสดงความจำนงหันมาสวมเสื้อเพื่อไทยลงสมัครรับเลือกตั้ง จึงไม่อาจสามารถมีใครโต้แย้งได้ แม้จะต้องไปเบียดบังแทรกที่นั่งเดิมของ สส. เพื่อไทยเดิมอีกหลายๆ คน
ไล่มาตั้งแต่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ต้องการเบนเข็มจากผู้สมัครสัดส่วนพื้นที่ภาคใต้มาลงสมัคร สส.นนทบุรี หรืออีกหลายๆ คนที่ประกาศพร้อมลงสนามเลือกตั้ง ก่อแก้ว พิกุลทอง วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ฯลฯ
ไล่ดูจำนวนแกนนำกว่า 25 คน หากตัดสินใจถอดเสื้อแดงมาใส่สูทเข้าสภา ในจังหวะขาขึ้นของพรรคเพื่อไทยที่กำลังจุดติดในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน ยังไม่รวมกับการดันญาติ คนสนิท ลูกน้อง ที่เป็นกำลังสำคัญในการชุมนุมแทรกโผเข้ามาลงสมัคร สส. ด้วย
นี่อาจกลายเป็นชนวนให้เกิดศึกชิงโควตาระหว่างเสื้อแดงและเพื่อไทย ในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิมราว 180 คน และอดีตผู้สมัครที่สอบตก กลายเป็นปัญหาภายในที่หากแก้ไขไม่ดีอาจจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ในพรรค
ยิ่งในสภาพขาดเอกภาพในพรรคเพื่อไทยแตกก๊กแตกเหล่า ส่งผลความขัดแย้งในการขับเคลื่อนหลายต่อหลายครั้ง เห็นได้ชัดในสมัยที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งหลังสุด ที่เดินไปคนละทิศละทาง
การที่อำนาจการตัดสินใจสุดท้ายต้องไปขึ้นกับ “นายใหญ่” โอกาสที่เสื้อแดงที่กำลัง “ขึ้นหม้อ” จากผลงานการชุมนุมรอบนี้ จึงน่าจะเข้ามาเบียดคนเก่าๆ ในพรรคได้ไม่ยาก และยิ่งจะกลายเป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกในเพื่อไทยมากยิ่งขึ้น
และหากกระบวนการปรองดองของนายกฯ เดินหน้าไปสู่กระบวนการนิรโทษกรรมสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 ปลดล็อกให้อดีตผู้สมัครบัญชี เอ หรือ บี กลับมาลงสมัครรอบนี้ ก็จะยิ่งไปเบียดโควตา สส. ปัจจุบัน ซ้ำเติมความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะจังหวะที่แต่ละฝ่ายต้องการช่วงชิงการนำในพรรคเพื่อไทย ด้วยการสร้างฐานอำนาจให้กลุ่มก๊กตัวเอง ย่อมต้องผลักดันคนของตัวเองลงสมัคร สส. รอบนี้ การแข่งขันจึงย่อมดุเดือดเพิ่มมากขึ้น และจะเป็นสนิมเนื้อในที่คอยกัดกร่อนภายในพรรค
ยิ่งหากจัดการไม่ดีอาจจะไปซ้ำรอยเหมือนสมัยพรรคพลังประชาชน ที่เกิดกลุ่มแก๊งออฟโฟร์ขึ้นมาควบคุมผูกขาดอำนาจภายในพรรค ก่อนที่เนวิน ชิดชอบ จะพลิกขั้วออกมาหนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลในภายหลัง
อีกด้านหนึ่ง แกนนำแดงบางส่วนที่ไม่ได้ตัดสินใจไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย อาจจะไปตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาเองหลังจากไม่พอใจแนวทางของกลุ่ม นปช. ที่ไปไม่ถึง “เป้าหมาย” ที่ตั้งเอาไว้ โดยเฉพาะพวก “ซ้ายเก่า-ซ้ายใหม่”
แม้จะไม่ถึงขั้นคาดหวังกับผลเลือกตั้งกวาดที่นั่งเป็นกอบเป็นกำ แต่การเปลี่ยนบทบาทจากการเมืองนอกสภาเข้ามาเป็นพรรคการเมือง ก็เพื่อขับเคลื่อนแนวทางอุดมการณ์ที่ยังเห็นแตกต่างกันในแกนนำแดง
อีกด้านหนึ่ง เป็นกลุ่ม “เสธ.แดง” ที่เคยตั้งพรรคขัตติยะธรรมไว้ก่อนหน้านี้ อาจจะอาศัยบรรดามวลชนคนเสื้อแดงแฟนคลับที่มีอยู่อย่างเหนียวแน่นพาตัวเข้ามาสู่การเมืองในสภาต่อไป
ทิศทางการขยับบทบาทของ “เสื้อแดง” จากนอกสภาเข้าสู่การเมืองในสภา จึงเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญ ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดอยู่ภายในพรรคเพื่อไทย







