
คอร์รัปชั่นไทยรุนแรงขึ้นเชื่อปีนี้ใต้โต๊ะพุ่ง 50%
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย เดือน ธ.ค. 2556 พบว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยยังอยู่ในขั้นรุนแรงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อัตราการจ่ายใต้โต๊ะสูงขึ้น แต่สังเกตได้ว่าการสร้างจิตสำนึกเริ่มเห็นชัดมากขึ้นทั้งจากภาครัฐและประชาชน โดยเฉพาะการชุมนุมของมวลมหาประชาชนที่เริ่มจากการต่อต้านคอร์รัปชั่น ส่งผลให้พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มนำเรื่องการปราบคอร์รัปชั่นมาใช้ในการหาเสียง
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย เดือน ธ.ค. 2556 พบว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยยังอยู่ในขั้นรุนแรงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อัตราการจ่ายใต้โต๊ะสูงขึ้น แต่สังเกตได้ว่าการสร้างจิตสำนึกเริ่มเห็นชัดมากขึ้นทั้งจากภาครัฐและประชาชน โดยเฉพาะการชุมนุมของมวลมหาประชาชนที่เริ่มจากการต่อต้านคอร์รัปชั่น ส่งผลให้พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มนำเรื่องการปราบคอร์รัปชั่นมาใช้ในการหาเสียง
ทั้งนี้ จากการสำรวจใน 3 ประเด็น พบว่า 1.ความรุนแรงของปัญหาการทุจริตในปัจจุบันเทียบกับที่ผ่านมาพบว่า เพิ่มขึ้น 75% เท่าเดิม 20% และลดลง 5% โดยความรุนแรงของปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในปี 2557 ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 54% เท่าเดิม 19% และลดลง 18%
“สาเหตุที่สำคัญที่สุดของการเกิดทุจริตในไทยอันดับแรกคือ ความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบ รองลงมา กฎหมายเปิดโอกาสให้สามารถใช้ดุลพินิจที่เอื้อต่อการทุจริต กระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก ตลอดจนความล่าช้ายุ่งยากของขั้นตอนในการดำเนินการของทางราชการ” ธนวรรธน์ กล่าว
นอกจากนี้ รูปแบบการทุจริตในสังคมไทยที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด คือ การใช้ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวก การใช้สินบน ของกำนัลหรือรางวัลต่างๆ การทุจริตเชิงนโยบายโดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การจ่ายเงินเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ในภายหลัง เป็นต้น
ประเด็นที่สอง การสำรวจทัศนคติและจิตสำนึกต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น เมื่อมีการถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ที่ว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องไกลตัวไม่ได้เกี่ยวกับตัวเองโดยตรง พบว่า ไม่เห็นด้วย 87% เห็นด้วย 10% เทียบกับการสำรวจเมื่อเดือน ก.ค. 2556 ปรากฏว่า ผู้ที่ตอบว่าไม่เห็นด้วยเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าคนไทยเริ่มเห็นความสำคัญกับปัญหาคอร์รัปชั่น และเมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการให้สินน้ำใจ (เงินพิเศษ) เล็กๆ น้อยๆ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเรื่องไม่เสียหาย พบว่า ไม่เห็นด้วยถึง 83% และเห็นด้วย 18%
ประเด็นสุดท้าย คือประสิทธิภาพการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลปัจจุบัน พบว่า 44% เห็นว่าไม่มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิภาพปานกลาง 32% โดยรัฐบาลได้คะแนนความเชื่อมั่นในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นต่ำ คือเพียง 3.64 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 ส่วนความเชื่อมั่นต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้คะแนน 4.60 เท่านั้น
สำหรับความเสียหายของการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ประเมินจากงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการ พบว่า ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐกว่า 75% เห็นว่าจะต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ข้าราชการ นักการเมืองที่ทุจริต โดยกลุ่มที่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ พบว่าจะต้องจ่ายในสัดส่วน 26-30% ของงบประมาณที่ได้รับ และมีแนวโน้มว่าปี 2557 มีโอกาสจะเพิ่มถึง 50%
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการได้ประเมินวงเงินคอร์รัปชั่นจากงบ ค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ปี 2554-2556 ไว้ประมาณ 25-30% ของงบประมาณ โดยเฉพาะในปี 2556 มีมูลค่าการคอร์รัปชั่นระหว่าง 2.35-3.29 แสนล้านบาท กระทบต่อจีดีพี 1.88-2.63%
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ผู้ที่ก่อให้เกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมากที่สุดคือ นักการเมือง 41.9% ข้าราชการ 33.1% นักธุรกิจ 18.3% และประชาชน 6.7% ดังนั้น การแก้ไขปัญหาทุจริตควรเริ่มที่นักการเมืองเป็นอันดับแรก
ยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิดกรณีการขายข้าวจีทูจีให้กับจีนไม่มีจริงว่า ยังไม่ทราบข้อมูล แต่ยืนยันว่า ข้าวจีทูจีที่ขายให้จีนมีจริงแน่นอน ไม่อยากให้ ป.ป.ช.เอาหลักฐานข้อมูลของฝ่ายเดียวมาพิจารณา ป.ป.ช.ต้องสอบถามจากรัฐบาลจีนด้วย ซึ่งจะได้รับคำตอบที่ดีกว่า







