
วิกฤติของระบอบประชาธิปไตยตัวแทน
เหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงสองเดือนเศษที่ผ่านมานี้ ทำให้ผู้เขียนมีความเข้าใจที่ชัดแจ้งมากขึ้นว่า ระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาธิปไตยตัวแทน เป็นระบอบการปกครองที่เลวน้อยที่สุดก็จริง แต่ก็เป็นระบอบที่เปราะบาง อ่อนแอ ผันผวน แปรปรวน และเกิดวิกฤตได้ง่ายมาก
เหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงสองเดือนเศษที่ผ่านมานี้ ทำให้ผู้เขียนมีความเข้าใจที่ชัดแจ้งมากขึ้นว่า ระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาธิปไตยตัวแทน เป็นระบอบการปกครองที่เลวน้อยที่สุดก็จริง แต่ก็เป็นระบอบที่เปราะบาง อ่อนแอ ผันผวน แปรปรวน และเกิดวิกฤตได้ง่ายมาก
ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะเป็นระบอบการเมืองการปกครองที่มีสมมติฐาน หรือคือความเชื่อว่าส่วนต่างๆ ที่องค์ประกอบของสถาบันทางสังคมการเมือง กระบวนการทางการเมือง การมีส่วนร่วม และความเป็นพลเมืองควรจะต้องดำเนินการไปตามหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดี และมีเหตุมีผล โดยมีเวที เช่น ที่ประชุมของการสนทนา และเจรจาพาที รวมทั้งหักล้างโต้ตอบกันพอสมควรไปตามครรลองของสิ่งที่เรียกกันว่าวิถีและวัฒนธรรมประชาธิปไตย
แต่การณ์กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เริ่มตั้งแต่ผู้นำ และคณะผู้นำที่เราเลือกและไว้วางใจให้ไปทำงานบริหารประเทศ ซึ่งบางคนและบางยุคสมัยมิได้มีนิสัยและความคิดความเชื่อในแบบประชาธิปไตย แต่เป็นอัตตาธิปไตยและได้อาศัยช่องทางของประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งก้าวขึ้นมามีอำนาจและบริหารประเทศไปตามใจและผลประโยชน์ของตนกับพวกพ้อง ตัวอย่างเช่น ตรากฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นโดยไม่ได้คิดคำนึงถึงระบบกฎหมายและปทัสถานทางการเมืองของสังคมนั้นๆ
ลักษณะของกลุ่มและพรรคการเมือง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของระบบเลือกตั้งและประชาธิปไตยตัวแทนเอง ก็มีความผันแปรเป็นอย่างอื่นได้ง่ายมาก อันเนื่องมาจากโครงสร้างระบบอุปถัมภ์ การเกื้อกูลกันทางผลประโยชน์ เงินทางการเมือง ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง กลไกของหัวคะแนน การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การตลาดทางการเมือง ฯลฯ ก็สามารถทำให้กลุ่มและพรรคการเมืองกลายเป็นองค์กรทางธุรกิจได้ง่าย การเป็นองค์กรพรรคการเมืองแบบประชาธิปไตย เช่น บริจาคเงินให้แก่พรรคและกลุ่มคนละเท่าๆ กัน กลายเป็นอุดมคติและความฝันที่ยากจะเป็นจริง
อุปนิสัยใจคอของพลเมืองก็ไม่ได้มีความคงตัวตลอดไป ผันแปรไปได้ง่ายมาก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ การศึกษา การอพยพและโยกย้ายถิ่นฐานของพลเมือง การประกอบอาชีพใหม่ๆ การคาดหวังในผลประโยชน์และช่องทางทำมาหากินใหม่ๆ ระบบคุณค่า การตัดสินในเรื่องคุณงามความดี ความรักชาติบ้านเมือง ฯลฯ ซึ่งมีความแปรปรวนไปตามระดับความเข้มข้นของยุคสมัย และส่งผลให้พลเมืองมีความรักความหวงแหนในสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองแตกต่างกัน เช่น การยอมเสียภาษี การเสียสละทรัพย์และชีวิตให้แก่ประเทศในระดับต่างกัน เป็นต้น
มิพักกล่าวถึงการสงคราม การโจมตีของข้าศึก การก่อการร้ายและการก่อความไม่สงบต่างๆ ซึ่งกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยโดยตรง เพราะว่าในสถานการณ์คับขันดังกล่าว ประเทศชาติบ้านเมืองย่อมต้องการใช้การเกณฑ์แรงงาน การรวมยุทธปัจจัย การห้ามกระทำกิจกรรมต่างๆ ฯลฯ ซึ่งกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของพลเมืองโดยตรง
เมื่อมีความผันผวนและแปรปรวนในเรื่องต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ระบอบประชาธิปไตยจึงต้องมีกลไกในการปกป้องและรักษาดูแลตนเอง ยกตัวอย่างเช่น การเนรเทศผู้นำ หรือการบีบบังคับให้ผู้นำที่เป็นภัยอันตรายต่อประชาธิปไตยของประเทศนั้นๆ ให้หลบไปอยู่นอกประเทศในห้วงเวลาหนึ่ง เช่น นครรัฐเอเธนส์ได้กำหนดไว้ให้เป็นระยะเวลา 10 ปี เป็นต้น ก็เพื่อให้ประชาธิปไตยของประเทศนั้นๆ มีช่วงเวลาสงบสุข และดำเนินการต่อไปได้
อนึ่ง การบีบบังคับให้ผู้นำไปอยู่นอกประเทศนี้ ในอันที่จริง ก็เป็นแนวทางหนึ่งซึ่งประเทศไทยใช้ตลอดมานับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ตัวอย่างเช่น การบีบบังคับให้กรมพระนครสวรรค์วรพินิตเสด็จไปพำนักที่เกาะสุมาตรา การบังคับให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาลี้ภัยไปอยู่ที่เกาะปีนัง การลี้ภัยของปรีดี พนมยงค์ รวมทั้งการลี้ภัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นต้น ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยแก้ไขปัญหาการดำรงอยู่และการพัฒนาประชาธิปไตยในสมัยนั้นๆ เป็นต้น
ในการปกครองของโรมันเอง ก็มีกติกาให้กงสุล 2 คน ทำหน้าที่เป็นผู้เผด็จการ (Dictator) เพื่อประคับประคองให้ระบบสาธารณรัฐดำเนินไปได้ตามปกติ โดยที่ผู้เผด็จการคนหนึ่งจะเป็นผู้ประกาศใช้กฎหมายในร่างกฎหมายที่ผ่านการอภิปรายกันมาแล้วในขั้นตอนของสภาต่างๆ คือเป็น Supreme ruler แต่ไม่ใช่เป็น Legislators ส่วนผู้เผด็จการอีกคนหนึ่งก็ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารสูงสุด เช่น คุมกองทัพออกไปรบกับศัตรูนอกกรุงโรม เป็นต้น
การมีผู้เผด็จการนี้ เป็นกลไกหรือเป็นช่องทางหนึ่งของการใช้อำนาจเด็ดขาด ซึ่งกำหนดกรอบเวลาไว้อย่างชัดเจน เช่น ไม่เกินคนละหนึ่งปี และต่อเวลาออกไปไม่ได้ ซึ่งได้ช่วยให้โรมันสร้างการปกครองในลักษณะที่เรียกว่าระบบผสม (Mixed constitution) และเป็นรากฐาน หรือเป็นตัวอย่างให้แก่การปกครองประชาธิปไตยตัวแทนสมัยใหม่ อ้างอิงและนำมาปรับใช้ต่อๆ มา
อันเนื่องมาจากระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ อย่างไรเสียก็คงถึงจุดทางตันได้ในบางครั้งและบางช่วงเวลา เนื่องด้วยความวิปริตของผู้นำเอง ซึ่งเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ บอกให้ประชาชนเคารพในกฎหมายบ้านเมือง แต่ตนเองกลับปฏิเสธระบบกฎหมายนั้นเสียเอง อีกทั้งความบิดเบี้ยวในองค์กรพรรคการเมือง ซึ่งเมื่อเป็นผู้แทนแล้วควรทำหน้าที่แทนประชาชนส่วนใหญ่คือทั้งชาติ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่เป็นฐานเสียง และควรจะต้องยึดมั่นในระบบการเลือกตั้ง หากยังประกาศตนว่าเป็นพรรคการเมือง รวมทั้งประชาชนและพลเมือง ซึ่งควรจะหวงแหนในสิทธิของตนที่จะโหวต คือ ออกเสียงเลือกตั้ง และดูแลให้ตัวแทนทำหน้าที่ในสิ่งที่ตนเองได้มอบหมายไปให้ถูกต้องและชอบธรรมตามครรลองของบ้านเมือง
จุดอับ ซึ่งดูเสมือนเป็นทางตันนี้ คือความอ่อนแอของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อถึงวิกฤตแบบนี้ คงต้องมีผู้ใช้อำนาจที่เด็ดขาด และในกฎหมายรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ จะมีบทบัญญัติอย่างชัดเจนว่าให้องค์กรใดเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดนั้น ซึ่งในกรณีของประเทศไทยยังมีความคลุมเครือ คือเขียนไว้ให้มีการตีความได้อย่างกว้างขวาง แทนที่จะทำให้มีความชัดเจนลงไปว่าองค์กรใดเป็นผู้วินิจฉัยและองค์กรใดเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของสังคมการเมืองโดยรวม







