
ขาดทุนที่การบินไทย
ก่อนปีใหม่มีข่าวดีดีการบินไทยลาออกโดยอ้างปัญหาสุขภาพ ซึ่งฟังดูไม่ใคร่แนบเนียนและไม่น่าเชื่อถือ แต่คนส่วนใหญ่ก็ปล่อยให้ผ่านไป เพราะมีข่าวอื่นที่ใหญ่กว่า คือ ข่าวการชุมนุมขับไล่รัฐบาล
ก่อนปีใหม่มีข่าวดีดีการบินไทยลาออกโดยอ้างปัญหาสุขภาพ ซึ่งฟังดูไม่ใคร่แนบเนียนและไม่น่าเชื่อถือ แต่คนส่วนใหญ่ก็ปล่อยให้ผ่านไป เพราะมีข่าวอื่นที่ใหญ่กว่า คือ ข่าวการชุมนุมขับไล่รัฐบาล
ในการเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการที่ผ่านมา การบินไทยขาดทุนบักโกรกติดต่อกันมา 2 ไตรมาส คือ 8,000 กว่าล้านบาท และ 6,000 กว่าล้านบาท ในไตรมาส 2 และ 3 ตามลำดับ โดยเป็นผลขาดทุนที่สูงกว่าความคาดหมายของตลาด และสูงกว่าประมาณการที่ตัวบริษัทเองเคยทำไว้
การขาดทุนเกิดขึ้นในขณะที่แนวโน้มของธุรกิจการบินทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว โดยได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง ประกอบกับสายการบินอื่นในประเทศ ที่สำคัญคือ แอร์เอเชียกับนกแอร์ ก็มีกำไรสูงขึ้นจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
การบินไทยเป็นแดนสนธยามานานแล้ว เป็นอีกรัฐวิสาหกิจหนึ่งที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องจำนวนมหาศาล อาจจะในระดับเดียวกับธนาคารกรุงไทย และน้องๆ กลุ่ม ปตท.
เมื่อเกิดปัญหาขาดทุนมากขนาดนี้ ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการแฉกันไปแฉกันมา ว่าสาเหตุหลักมาจากการกระทำของกลุ่มการเมืองขั้วไหน เช่น กลุ่มที่เกาะกินอยู่ในปัจจุบันก็พยายามอธิบายว่าเป็นผลพวงของการสั่งซื้อฝูงบินขนาดใหญ่หลายสิบลำของรัฐบาลก่อน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีความพยายามทำให้เกิดความสับสน แต่ความเป็นจริงที่หนีไม่พ้นก็คือ การขาดทุนจำนวนมหาศาลเกิดในสมัยคณะกรรมการและผู้บริหารชุดปัจจุบัน ซึ่งหากเป็นมรดกตกทอดมาจากชุดก่อนจริง ก็ควรมีการบอกกล่าวหรือออกตัวเอาไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ตอนเข้ามารับงานใหม่ๆ ไม่มีเหตุผลที่จะปิดปากเงียบและยอมแบกรับภาระไว้เอง
มีคนถามผมว่า การบินไทยเป็นธุรกิจที่มีอนาคตหรือไม่ ราคาหุ้นที่ต่ำติดดินในขณะนี้ สมควรซื้อเก็บไว้เพื่อการลงทุนในระยะยาวหรือไม่
ผมตอบคนถามไปแล้วอย่างยืดยาว และเกิดความรู้สึกว่า คำตอบของผมอาจเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่นด้วย จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
เรื่องแรก หลายคนพูดถึงอดีตที่รุ่งโรจน์ของการบินไทย ว่าเคยเป็นสายการบินชั้นนำของโลก และเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศไทย ในระดับเดียวกับสิงคโปร์แอร์ไลน์ส และเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกัน
แต่อดีตก็คืออดีตครับ เหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านไปแล้วไม่มีวันไหลกลับ โลกของธุรกิจการบินได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง จากระบบผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด มาเป็นระบบที่มีการแข่งขันสูง
สมัยก่อนคู่แข่งหลักของการบินไทยคือสายการบินประจำชาติของประเทศต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เจริญกว่าเรา ฐานเงินเดือนพนักงานและฐานค่าใช้จ่ายสูงกว่าเรา การแข่งขันจึงทำได้โดยง่าย ประกอบกับยังไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ การทำกำไรไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ขอเพียงไม่ขาดทุน หรือบางปีจะขาดทุนบ้างก็ไม่เป็นไร
แต่วันนี้ธุรกิจการบินเปิดเสรี คู่แข่งหลักกลายเป็นโลว์คอสต์ ซึ่งกินส่วนแบ่งตลาดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจการบินทั้งระบบต้องยอมรับมาร์จิ้นที่ต่ำลง ช่วงไหนน้ำมันแพง ไม่ว่าจะมีประสิทธิภาพแค่ไหนก็หืดขึ้นคอ
ผลกำไรของสายการบินทั่วโลกรวมกัน ยังไม่เท่ากำไรของบริษัทน้ำมันเอ็กซอนโมบิล บริษัทเดียว
เห็นหรือยังครับว่าสิ่งแวดล้อมและกรอบกติกาต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว จะให้การบินไทยกลับไปรุ่งเรืองเหมือนในอดีตคงเป็นไปได้ยาก
เรื่องที่สอง ความเป็นรัฐวิสาหกิจทำให้ยากที่จะอยู่รอดในโลกที่มีการแข่งขันสูง เริ่มจากคณะกรรมการและผู้บริหารสูงสุดซึ่งมาจากการเมืองหรือตามใบสั่งการเมือง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ หรือหากจะมีนักธุรกิจอยู่บ้าง ก็มักจะเป็นกลุ่มที่อิงการเมือง ไม่ใคร่มีความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ การบริหารจัดการนอกจากจะไม่อยู่บนพื้นฐานทางธุรกิจแล้ว บ่อยครั้งยังขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเป็นสำคัญ
ผมขอยกตัวอย่างเรื่องการซื้อเครื่องบินและเครื่องยนต์ที่ใช้ในการขับเคลื่อนเครื่องบิน เท่าที่ทราบการบินไทยมีหลายแบบหลายรุ่นเกินความจำเป็นไปมาก เพราะการจัดซื้อแต่ละครั้งจะต้องมีการวิ่งเต้นจนขาขวิด และในที่สุดจะต้องจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัว ส่วนนักบินและฝ่ายซ่อมบำรุงจะปวดหัวแค่ไหนเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เครื่องไปเสียในต่างแดน จะมีปัญหาในการซ่อมมากเป็นพิเศษ
เส้นทางบินก็เช่นกัน บ่อยครั้งเราจะได้ยินเสียงร่ำลือว่าเส้นทางที่ผู้โดยสารหนาแน่นจะถูกโลว์คอสต์แย่งไปหมด ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสายการบินเอกชนย่อมเลือกเส้นทางที่ทำแล้วมีกำไร แต่สำหรับคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของการบินไทย ผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวมอาจจะไปกันคนละทาง
ระบบงานภายในก็ขาดประสิทธิภาพ มีปัญหาคนล้นงาน มีตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็น เงินเดือนและสวัสดิการของพนักงานจำนวนมากสูงเกินจำเป็นและสูงกว่าอัตราตลาด นี่ยังไม่รวมตั๋วฟรีและตั๋วเกือบฟรีจำนวนมากที่ให้กับนักการเมือง คณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน ตลอดจนครอบครัวของคนเหล่านั้น ซึ่งไปแย่งที่ผู้โดยสารทั่วไปที่จ่ายค่าตั๋วแพงกว่า ไม่ว่าจะในทางตรงหรือในทางอ้อม
เรื่องที่สาม การจะแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างจริงจังคงเป็นไปได้ยาก แค่ความจำเป็นพื้นฐานอันดับแรกก็คงทำไม่ได้แล้ว นั่นก็คือการให้การเมืองและภาครัฐถอยออกมา โดยหากลุ่มผู้ร่วมทุนภาคเอกชนมาทำหน้าที่แทน ทั้งในคณะกรรมการและในการบริหารจัดการ
แทนที่จะเพียงร่วมทุนกับเอกชนในการจัดตั้งบริษัทลูก (นกแอร์) ควรนำรูปแบบเดียวกันมาใช้กับบริษัทแม่
การจัดตั้งบริษัทลูก ไม่ว่าจะนกแอร์ หรือไทยสมายล์ โดยไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุแห่งปัญหาคือตัวการบินไทยเอง เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ทำให้ไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างถาวรและอย่างเป็นรูปธรรม
แต่เชื่อว่าเรื่องแบบนี้ฝ่ายการเมืองคงรับไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการตัดช่องทางทำมาหากินของตัวเอง นอกจากนี้ยังอาจมีพนักงานกลุ่มหนึ่งที่เสียประโยชน์และต่อต้านเช่นกัน
ก่อนจบ ขอเล่าย้อนหลังไปสมัย คุณปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ถูกบีบออกจากตำแหน่งดีดีการบินไทย
หลายคนในขณะนั้นรู้สึกเห็นใจ ที่คนตั้งใจทำงานต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ แต่ผมยังจำคำพูดของผู้รู้บางคนได้ เขาบอกว่าอย่าไปสงสารคุณปิยสวัสดิ์ ให้สงสารคนที่ยังหลงถือหุ้นการบินไทยไว้จะดีกว่า
ผมฟังแล้วก็รีบหาจังหวะขายหุ้นตัวนี้ทิ้ง โชคดีที่ขาดทุนไม่มาก แต่ก็ใช่ว่าจะรอดตัวแล้วทั้งหมด เชื่อว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ผมซื้อไว้ ก็ยังคงมีหุ้นตัวนี้อยู่
หากสังเกตจะเห็นว่าหุ้นกลุ่ม ปตท. ก็กำลังประสบปัญหาคล้ายกัน กล่าวกันว่าที่ตกต่ำเพราะมีการเมืองเข้าไปแทรกแซงเบียดเบียนหาผลประโยชน์มากผิดปกติ ผู้รู้ยืนยันว่ากลุ่มนี้มีผู้บริหารน้ำดีอยู่หลายคน แต่น่าเสียดายที่ไม่มีบารมีมากพอที่จะทานอำนาจการเมืองได้
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจของกลุ่ม ปตท. ยังมีลักษณะกึ่งผูกขาด จึงยังไม่ขาดทุนเหมือนการบินไทย
ได้ทราบเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้ผมรู้สึกดีใจที่ประชาชนคนไทยในวันนี้เริ่มรู้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงของนักการเมืองมากขึ้น และรังเกียจทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น
ก็ได้แต่หวังว่าการชุมนุมขับไล่รัฐบาลเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่นและปฏิรูปการเมืองจะบรรลุผลในเร็ววัน







