posttoday
มวลมหาประชาชนอาเซียนลุกฮือลุยต้านเผด็จการในครบปชต.

มวลมหาประชาชนอาเซียนลุกฮือลุยต้านเผด็จการในครบปชต.

16 มกราคม 2557

พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

นอกเหนือจากประเด็นการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองในเอเชียแล้ว ดูเหมือนว่าในปีนี้สถานการณ์ทางการเมืองในภูมิภาคของหลายประเทศก็กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักจากการลุกฮือขึ้นประท้วงรัฐบาลของประชาชนไล่เรียงตั้งแต่ กัมพูชา บังกลาเทศ และล่าสุดคือ ไทย

แม้เหตุปัจจัยที่มาของการลุกฮือขึ้นประท้วงต่อต้านรัฐบาลในแต่ละแห่งจะแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่ทั้ง 3 ประเทศนี้ มีคล้ายๆ กันนั่นคือ การที่ระบบการเมืองในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในประเทศได้อย่างเพียงพอ

บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ของวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา เผยถึงต้นเหตุที่นำไปสู่การลุกฮือของประชาชนออกมาบนท้องถนน ว่า เกิดจากการที่รัฐบาลในประเทศเหล่านี้มักเอาแต่อ้างถึงความชอบธรรมที่ได้ประโยชน์จากประชาธิปไตย โดยไม่ได้ใส่ใจว่าในความเป็นจริงแล้วความชอบธรรมที่อ้างอยู่นั้น ยังคงเต็มไปด้วยข้อชวนสงสัยในเรื่องความชอบธรรมอยู่ไม่น้อย

ไล่เรียงตั้งแต่ระบบกระบวนการยุติธรรมที่ไม่โปร่งใสเต็มไปด้วย ระบบการเล่นพรรคเล่นพวกเอื้อประโยชน์ให้กับพวกเดียวกัน การใช้องค์กรรัฐมาแสวงหาผลประโยชน์เพื่อกอบโกยเข้ากระเป๋าตนเอง การทุจริตคอร์รัปชั่นที่ชอนไชไปทั่วทุกอณูของสังคม ไปจนถึงระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่พิกลพิการ จนไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลและนักการเมืองใช้อำนาจเข้าแทรกแซงจนยับเยิน และนำไปสู่ความสูญสิ้นศรัทธาต่อระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่มีแต่รูปแบบแต่ไร้ซึ่งเนื้อหาของประชาชนในหลายประเทศ

จนเรียกได้ว่าแทบจะไม่ต่างกับระบบเผด็จการ เพียงแต่นำคำว่าประชาธิปไตยมาคลุมเอาไว้

เห็นได้ชัดเจนจากบทเรียนในบังกลาเทศ ที่พรรคฝ่ายรัฐบาลใช้อำนาจเผด็จการเสียงข้างมากที่ตนเองมีอยู่ในสภาลุยแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์แก่การครองอำนาจของตนเองเมื่อปี 2010 ด้วยการยกเลิกบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐบาลต้องลาออก เพื่อเปิดทางให้คนกลางเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลและดูแลการเลือกตั้ง เพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม

แม้ว่ารัฐบาลจะโดนพรรคฝ่ายค้านอย่าง พรรคชาตินิยมบังกลาเทศรุมค้านและต่อต้านอย่างหนัก แต่ฝ่ายรัฐบาลที่นำโดย ชีค ฮาซินา กับประกาศกร้าวอย่างหน้าตาเฉยว่า ระบบดังกล่าวไม่จำเป็นแล้ว เพราะรัฐบาลจะเข้ามาดูแลเอง

ไม่ต่างจากไทยที่รัฐบาลได้พยายามใช้เสียงข้างมากที่มีอยู่เร่งเดินหน้าผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับเหล่าบรรดานักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชั่น และนโยบายประชานิยมต่างๆ ผ่านสภา โดยไม่ฟังเสียงติติงจากพรรคฝ่ายค้านและประชาชนที่ไม่เห็นด้วย จนนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนในสังคมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และในที่สุดรัฐบาลต้องถอยสุดซอยด้วยการประกาศยุบสภา และถอนกฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าว

จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมประชาชนทั้งใน บังกลาเทศ กัมพูชา และไทย จึงลุกขึ้นมาแสดงการไม่ยอมรับการเมืองในระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างแข็งขัน ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าช่องทางการเรียกร้องการเมืองแบบท้องถนนเสี่ยงต่อการถูกรัฐใช้กำลังเข้าปราบปรามก็ตามที

โดยเฉพาะในกรณี ไทยแลนด์ กับ บังกลาเทศ นั้นกำลังตกอยู่ในชะตากรรมคล้ายคลึงกันนั่นคือ การที่ประชาชนได้ออกมาแสดงการต่อต้านกระบวนการเลือกตั้งอย่างแข็งกร้าว

เพราะมองว่ากระบวนการเลือกตั้งที่กลไกและเครื่องมือต่างๆ ล้วนเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายรัฐบาลจะทำให้การเลือกตั้งไม่ต่างอะไรกับการเป็นเครื่องชุบตัวสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลได้หวนขึ้นสู่บัลลังก์อีกครั้ง

ดังนั้น พรรคฝ่ายค้านและประชาชนหลายส่วน จึงประกาศลั่น “ไม่ขอร่วมสังฆกรรมการเลือกตั้งกับฝ่ายรัฐบาล” จนกว่าจะได้เห็นการปฏิรูปปรับปรุงกฎกติกาทางการเมืองและสังคมให้เกิดความเป็นธรรมเกิดขึ้นก่อน

โดยกรณีของบังกลาเทศคือ การยื่นข้อเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหญิง ชีค ฮาซินา ต้องลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ตั้งรัฐบาลจากฝ่ายที่เป็นกลางเข้ามาดูแลในช่วงระหว่างการเลือกตั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง

ขณะที่ไทยก็เช่นกัน เนื่องจากทั้งพรรคฝ่ายค้านและประชาชนกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หยุดดื้อรั้นที่จะเดินหน้าจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ ด้วยการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน เพื่อเปิดทางให้มีการปฏิรูประบบการเมือง แก้ปัญหาและขุดรากถอนโคนการทุจริตคอร์รัปชั่นก่อน

ด้านกัมพูชา แม้ว่าจะไม่ได้มีการบอยคอตการเลือกตั้ง แต่สภาพปัจจุบันก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น ทั้งในบังกลาเทศและไทยเลย

เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านได้ประกาศบอยคอตการเปิดประชุมสภาของฝ่ายรัฐบาลที่นำโดยนายกฯ ฮุนเซน พร้อมกับเดินหน้าจัดการประท้วงครั้งใหญ่ขึ้นอยู่เป็นระยะๆ เพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออกพร้อมกับจัดการเลือกตั้งใหม่ หลังจากกล่าวหาว่าพรรคฝ่ายรัฐบาลที่ครองอำนาจมานานกว่า 30 ปี โกงการเลือกตั้งที่ผ่านมาล่าสุด โดยใช้สารพัดวิชามารทุกรูปแบบ ไปจนถึงการกีดกันไม่ให้แกนนำพรรคฝ่ายค้านตัวจริงเสียงจริงอย่าง สมรังสี ลงสมัครลงแข่งเมื่อกลางปีที่ผ่านมาอีกด้วย

พร้อมกันนี้ รัฐบาลภายใต้ “ระบอบฮุนเซน” ก็กำลังเผชิญกับการลุกฮือขึ้นประท้วงต่อต้านรัฐบาล ที่ไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาปากท้องของกลุ่มคนใช้แรงงานอย่างหนักในปัจจุบันอีกด้วย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้กำลังเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาตอบรับต่อข้อเรียกร้องให้มีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำมาอยู่ที่ 160 เหรียญสหรัฐต่อเดือน (ราว 5,280 บาท) จากปัจจุบันที่ 80 เหรียญสหรัฐ (ราว 2,640 บาท) ขณะที่รัฐเสนอขึ้นให้เพียงแค่ 100 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,300 บาท) เท่านั้น

แม้ว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจของดินแดนแห่งปราสาทนครวัดจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรงมาโดยตลอด แต่รัฐบาลกลับไม่สามารถกระจายดอกผลของการพัฒนาและความเจริญออกไปให้ทั่วถึงคนในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม

เนื่องจากดอกผลความเจริญเหล่านั้นกลับตกอยู่ในมือของกลุ่มคนมีอำนาจที่ใกล้ชิดและสนิทสนมกับรัฐบาลและนักการเมือง

ปัญหาความไม่เท่าเทียมและการกระจายการพัฒนาอย่างไม่เป็นธรรม ยังสามารถเห็นได้จากระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศกว่า 1 ใน 5 ยังคงอยู่ในเส้นต่ำกว่าความยากจนอยู่ หรือมีรายได้ต่ำกว่า 0.93 เหรียญสหรัฐ (33 บาท) ต่อวัน

ด้วยเหตุนี้ นิวยอร์กไทมส์ จึงให้ข้อเสนอแนะเพื่อหาทางออกให้กับ 3 ประเทศในเอเชียที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการเมืองและความเสื่อมศรัทธาต่อระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีเพียงรูปแบบ แต่ไร้เนื้อหาของประชาชนว่า แม้ว่าการเลือกตั้งจะสำคัญ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยนั่นคือ ความจำเป็นที่ประเทศเหล่านี้ควรจะสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพขึ้นควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะสถาบันการเมืองที่จะมาตรวจสอบอำนาจของนักการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองก็จะยังมีอยู่ต่อไปไม่รู้จักจบจักสิ้น

จึงนับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่หลายประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหาการเมืองจะได้เข้ามาปฏิรูปซ่อมแซมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หลังจากที่ปล่อยให้ผุพังและโดนลักเอาไปอ้างหาความชอบธรรมของกลุ่มการเมืองเฉพาะบางฝ่ายมานานหลายสิบปี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท