
ปิดกรุงศก.วูบเฉียดพันล./วัน
กสิกรไทยคาดจีดีพีปีนี้ขยาย2.5-3.7%ต่างชาติมองไทยมีเสรีภาพศก.ลดลง
กสิกรไทยคาดจีดีพีปีนี้ขยาย2.5-3.7%ต่างชาติมองไทยมีเสรีภาพศก.ลดลง
กสิกรไทยประเมินชัตดาวน์กระทบจีดีพีกรุงเทพฯ ไม่ถึง 1,000 ล้านบาทต่อวัน
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินผลกระทบเบื้องต้น กรณีการปิดเส้นทางจราจรหลักในกรุงเทพฯ ของกลุ่ม กปปส. ในช่วง 12 วันที่ผ่านมา โดยพิจารณาจากขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของกรุงเทพฯ ที่ 1 หมื่นล้านบาทต่อวัน ยังมองว่าความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจน่าจะยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 10% ของจีดีพีกรุงเทพฯ หรือไม่เกิน 1,000 ล้านบาทต่อวัน เพราะการเดินทางเข้าพื้นที่ชั้นในยังสามารถทำได้ด้วยรถไฟฟ้าและยังไม่มีความรุนแรง
“ก่อนหน้านี้เรามองว่าผลกระทบอาจสูงถึง 30% ของจีดีพีกรุงเทพฯ หรือราว 3,000 ล้านบาทต่อวัน แต่เท่าที่ดูตอนนี้ไม่น่าจะถึงและอาจอยู่ในระดับต่ำกว่า 10% แต่ก็คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะภาพรวมความเสียหายจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและเงื่อนไขว่าจะมีเหตุรุนแรงขึ้นหรือไม่” นายเชาว์ กล่าว
ทั้งนี้ ยอมรับว่าหากพิจารณาจากกรอบคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ของศูนย์วิจัยที่ 2.5-3.7% ขณะนี้ศูนย์วิจัยเริ่มให้น้ำหนักไปที่กรอบล่างมากกว่ากรอบบนแล้ว เนื่องจากเริ่มมีความเป็นไปได้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจเกิดขึ้นไม่ทันในครึ่งปีแรก แม้จะมีการเลือกตั้งแต่ก็มีความเสี่ยงที่ผลอาจไม่เป็นที่ยอมรับ ขณะเดียวกัน ยังมีความเสี่ยงต่างๆที่พร้อมเกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้ความหวังที่จะมีภาครัฐเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังเริ่มลดลง
“หากมองการชุมนุมการเมืองเป็นเหตุการณ์ใหญ่ ภายในนั้นก็จะมีเหตุการณ์ย่อยๆ ที่อาจเกิดขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจได้ตลอด เช่น การขู่ปิดศูนย์วิทยุการบิน หากนายกฯ ไม่ลาออกก็เป็นเรื่องที่ต้องตามดูและน่ากังวล เพราะหากเครื่องบินขึ้นลงไม่ได้ก็อาจซ้ำรอยเมื่อคราวปิดสนามบินที่ภายในเวลา 10 วัน จีดีพีไทยหายไปถึง 1%” นายเชาว์ กล่าว
นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การชัตดาวน์กรุงเทพฯ จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 มิติ คือ 1.ความเชื่อมั่นการบริโภคที่ลดลงตามผลทางจิตวิทยา 2.ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและยอดขายของธุรกิจที่อยู่ในบริเวณชุมนุม 3.การส่งออก ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่คู่ค้าของผู้ส่งออกบางส่วนอาจเลี่ยงไปสั่งซื้อจากประเทศอื่น เพราะกังวลเรื่องการส่งมอบ และ 4.การเบิกจ่ายของภาครัฐที่จะหายไป เนื่องจากไม่สามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้
อย่างไรก็ดี เท่าที่ติดตามดูขณะนี้ยังไม่พบว่ามีปัจจัยตัวใดตัวหนึ่งที่ถูกกระทบอย่างรุนแรง โดยมองว่าประเด็นที่น่ากังวลกว่าคือการชะลอตัวของการบริโภคซึ่งมีผลมาจากหนี้ภาคครัวเรือนเพราะเป็นการชะลอที่มาจากปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งหากรวมทั้งสองปัจจัยก็อาจเป็นแรงกดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ต้องตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบวันที่ 22 ม.ค.นี้ ต่อเนื่องจากรอบที่ผ่านมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ต่างประเทศ
มูลนิธิ เฮอริเทจ ฟาวเดชั่น ร่วมกับวอลสตรีท เจอร์นัล เปิดเผยดัชนีวัดความมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจในปี 2557 จัดอันดับความมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 72 ด้วยคะแนน 63.3 จุด ตกลงจากปีที่แล้ว 0.8 จุด เนื่องมาจากการลดลงของแรงงานเสรี การควบคุมการใช้จ่ายของภาครัฐที่มากขึ้นและปัญหาทุจริต อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของโลกที่ 60.3 จุดและคะแนนเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ 58.5 จุด
คะแนนของไทยตกลงจากปีที่แล้ว เนื่องมาจาก การลดลงของแรงงานเสรี การควบคุมการใช้จ่ายของภาครัฐที่มากขึ้น และ ปัญหาทุจริต ทั้งนี้ในช่วง 20 ปีตั้งแต่มีการจัดทำดัชนีชุดนี้ คะแนนความมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจของไทยตกลงถึง 7.9 จุด นับเป็นหนึ่งในยี่สิบประเทศที่คะแนนลดลงมากที่สุด
ทั้งนี้ ประเทศที่ได้ชื่อว่ามีเสรีภาพทางเศรษฐกิจมากที่สุดได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ตามลำดับ
ดัชนีวัดความมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจชุดนี้ จัดทำขึ้นโดย มูลนิธิ เฮอริเทจ ฟาวเดชั่น ร่วมกับ วอลสตรีทเจอร์นัล โดยประเมินจากปัจจัยหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การปกครองโดยหลักนิติธรรม ข้อจำกัดของรัฐบาล ความมีประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และ ตลาดเสรี







