
นักวิชาการสปป.ชี้เลื่อนเลือกตั้งคือรัฐประหารเงียบ
นักวิชาการแนวร่วมกลุ่มสปป.ชี้การเลื่อนเลือกตั้งเป็นการรัฐประหารเงียบ ระบุเป็นการพรากอำนาจอธิปไตย
นักวิชาการแนวร่วมกลุ่มสปป.ชี้การเลื่อนเลือกตั้งเป็นการรัฐประหารเงียบ ระบุเป็นการพรากอำนาจอธิปไตย
นายเอกชัย ไชยนุวัติ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และแนวร่วมกลุ่มสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) เปิดเผยว่า การเลื่อนการเลือกตั้ง คือ รัฐประหารเงียบ เนื่องจากเป็นการพรากอำนาจอธิปไตย อำนาจของประชาชนในการปกครองประเทศไทย ในการเลือกผู้ปกครองประเทศผ่านขั้นตอนที่ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในกฎหมาย ทั้งนี้ ข้อเสนอเลื่อนการเลือกตั้ง ขัดกับ มาตรา 108 แห่ง รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งกำหนดหลักไว้ 3 ประการ ได้แก่ (1) เมื่อมีการยุบสภา จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ (2) การเลือกตั้งนั้นจะต้องกระทำในระหว่าง 45 ถึง 60วัน และ (3) การยุบสภาให้กระทำได้ในครั้งเดียว
"ทั้ง 3 ประการนี้ รัฐธรรมนูญมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียว คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ตามที่ รัฐธรรมนูญมาตรา 3 ระบุไว้ เมื่อมีปัญหาทางการเมือง นายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ใช้อำนาจดุลยพินิจวินิจฉัยฝ่ายบริหาร ตัดสินใจ ยุบสภา ส่งอำนาจที่ได้รับมอบหมายมาจาก ประชาชนชาวไทยกลับคืนไปยัง ปวงชนชาวไทยทุกคน ให้ประชาชนได้ใช้อำนาจตัดสินใจในวันเลือกตั้ง ทุกท่านจะเห็นได้ว่า อำนาจในฐานะเจ้าของประเทศของท่านไม่เคยหายไปไหน แต่ได้มอบอำนาจนั้นให้ กับกลุ่มบุคคล ที่ตัดสินใจเลือก ตามที่ กฎหมายบัญญัติไว้"นายเอกชัย กล่าว
นายเอกชัย กล่าวอีกว่า การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง หรือ เลื่อนการเลือกตั้ง นั้น ไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่มีบทบัญญัติใดใน รัฐธรรมนูญนี้ที่เปิดช่องให้ทำได้ มากกว่านั้น รัฐธรรมนูญ จำกัดอำนาจ นายกรัฐมนตรี และ ครม. ไว้ที่ มาตรา 181 ที่กำหนดให้ต้องให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี ครม. ชุดใหม่ ส่วนองค์กรอิสระ ในระหว่างที่มีการยุบสภา ต้องทำหน้าที่ทุกวิถีทางในการดูแล อำนาจ อธิปไตยของประชาชน คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวได้อย่างชัดเจนว่า กกต มีอำนาจและหน้าที่ทุกประการ ที่จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งที่เป็นไปโดย สุจริตและเทียงธรรม ในขณะที่ อำนาจของนายกรัฐมนตรีและ ครมนั้น ถูกจำกัดไว้อย่างชัดเจนและมากมายใน รัฐธรรมนูญ มาตรา 181
นอกจากนี้ อำนาจของกกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ยังระบุชัดว่า “คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นแล้วแต่กรณี รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และ มาตรา ๒๓๖ ยังให้อำนาจ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะที่ มาตรา 236 (4) ที่ระบุว่า “มีคำสั่งให้ข้าราชการ พนักงาน หรือ ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ปฏิบัติการทั้งหลายอันจำเป็นตามกฎหมาย มาตรา 235 วรรคสอง ซึ่งระบุให้ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้รักษาการ ตาม กฎหมายทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับ การเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ และการลงประชามติ
“การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง และการเลื่อนการเลือกตั้ง ทำไม่ได้ตาม รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพราะ เมื่อมีการยุบสภาแล้ว ประชาชน 48 ล้านคนที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทุกคนจะ ปฏิรูปประเทศ โดยการแสดงออกผ่านทางการออกเสียงลงคะแนน ประชาชนจำนวนนี้รวมถึงกลุ่มผู้สนับสนุน กปปส ด้วยและเท่าเทียมกันทุกประการ 1 คน เสียง วาทกรรมที่ต้องการให้มีการเลื่อนการเลือกตั้ง เพื่อปฏิรูปประเทศ จึงทำให้อำนาจอธิปไตย อำนาจเดียวที่ประชาชนทุกคนมี หลุดลอยออกไปจากสิ่งที่ กติกาสังคมกำหนดไว้ตามสัญญาประชาคม รวมถึงไม่สามารถตอบได้ว่า ใครคือผู้ใช้อำนาจ ปฏิรูปประเทศ อ้างอิงประชาชนมวลรวมอย่างไร หากหน่วยงานใดจะเลื่อนการเลือกตั้งทั้งๆที่กฎหมายบังคับให้มีการเลือกตั้ง ก็ต้องตอบให้ได้ว่าเอาประชาชน 48 ล้านคนไปไว้ไหน” นายเอกชัยกล่าว







