posttoday
จบยังไง

จบยังไง

14 มกราคม 2557

สัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องคำพูดของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่กล่าวในระหว่างการพิจารณาคดี พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยระบุว่าประเทศยังไม่พร้อมในการที่จะมีรถไฟความเร็วสูงและควรจะไปลาดยางถนนลูกรังก่อน ซึ่งทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกเสียใจและผิดหวัง โดยเฉพาะประชาชนจำนวนมากที่คาดหวังว่าจะได้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงนี้ ซึ่งแม้จะยังไม่มีคำตัดสินของตุลาการออกมา แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร และการที่การพัฒนาของประเทศจะต้องไปขึ้นกับการตัดสินของคนไม่กี่คนก็ไม่น่าจะเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านอาจจะไม่ได้มีเวลาศึกษาการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เกิดจากโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะมีการขยายการพัฒนาไปยังจังหวัดต่างๆ ที่รถไฟความเร็วสูงผ่าน และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยหลายสิบล้านคนในอนาคต และเป็นเหมือนกับที่คุณธนินท์ เจียรวนนท์ อภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทยได้กล่าวว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ล่มจมจากการทำรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่ และโครงการเหล่านี้จะทำให้ประเทศไทยเป็

สัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องคำพูดของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่กล่าวในระหว่างการพิจารณาคดี พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยระบุว่าประเทศยังไม่พร้อมในการที่จะมีรถไฟความเร็วสูงและควรจะไปลาดยางถนนลูกรังก่อน ซึ่งทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกเสียใจและผิดหวัง โดยเฉพาะประชาชนจำนวนมากที่คาดหวังว่าจะได้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงนี้ ซึ่งแม้จะยังไม่มีคำตัดสินของตุลาการออกมา แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร และการที่การพัฒนาของประเทศจะต้องไปขึ้นกับการตัดสินของคนไม่กี่คนก็ไม่น่าจะเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านอาจจะไม่ได้มีเวลาศึกษาการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เกิดจากโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะมีการขยายการพัฒนาไปยังจังหวัดต่างๆ ที่รถไฟความเร็วสูงผ่าน และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยหลายสิบล้านคนในอนาคต และเป็นเหมือนกับที่คุณธนินท์ เจียรวนนท์ อภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทยได้กล่าวว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ล่มจมจากการทำรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่ และโครงการเหล่านี้จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนตามที่ผู้เขียนได้เสนอไว้หลายหนแล้ว

โดยก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินว่า การแก้รัฐธรรมนูญยกเลิกวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง และให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดที่เป็นเรื่องที่ทั่วโลกยอมรับเป็นเรื่องที่ผิด และเป็นการกินรวบประเทศ ซึ่งเป็นผลต่อมาให้ ป.ป.ช.จะลงโทษ สส. สว. จำนวน 308 คน ที่ร่วมลงชื่อในการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ทำให้มีคนเป็นจำนวนมากสงสัยกันว่าต่อไปอนาคตของประเทศไทยจะต้องฝากไว้กับดุลพินิจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในทุกเรื่องเลยหรือ

อีกเรื่องหนึ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ไม่แพ้กันคือ การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าพบกับคุณประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยหลังจากที่เข้าพบแล้ว คุณประมนต์แทนที่จะพูดถึงการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรัฐบาลที่ผ่านมา แต่กลับออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การปิดกรุงเทพฯ จะส่งผลต่อภาคธุรกิจเพียงเล็กน้อย และภาคธุรกิจยอมรับได้เพราะจะเสียหายในช่วงสั้น ซึ่งไม่น่าจะจริง เพราะขนาดยังไม่ปิดกรุงเทพฯ ความเสียหายได้เกิดขึ้นอย่างมากตามที่ได้เคยเสนอไปแล้วและยังมีความเสียหายเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ โดยมีสายการบินยกเลิกการเดินทางมาประเทศไทยกว่า 60 เที่ยวบินแล้ว อัตราการเข้าพักของโรงแรมในกรุงเทพฯ ซึ่งปกติอยู่ในระดับ9095% ในช่วงนี้กลับลดลงเหลือเพียง 40% เท่านั้นม และมีการคาดประมาณว่า หากการชุมนุมยังยืดเยื้อจะทำให้นักท่องเที่ยวลดลงถึง 3.1 ล้านคน มีความเสียหายอย่างต่ำกว่า 1.4 แสนล้านบาท นี่เฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวยังไม่นับการลงทุนและความเสียหายด้านอื่นๆ โดยหากปิดกรุงเทพฯ จริง ความเสียหายจะมีอย่างมหาศาล เหมือนกับการทุบหม้อข้าวคนไทยทั้งประเทศเลย ความเสียหายของประเทศไม่ว่าจะมาจากการคอร์รัปชั่นหรือมาจากการก่อความไม่สงบก็คือ ความเสียหายที่เกิดจากความตั้งใจและไม่อาจที่จะรับได้ ซึ่งคุณประมนต์ที่เป็นประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นไม่น่าที่จะไม่เข้าใจ

นอกจากนี้ การที่คุณประมนต์บอกว่าจะเสียหายในช่วงสั้นๆ นั้น ก็ไม่น่าจะจริงอีกเช่นกัน เพราะความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนไม่น่าจะกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งผู้ชุมนุมหลายท่านอาจจะไม่ได้คิดว่าในที่สุดแล้วการชุมนุมและการปิดกรุงเทพฯ นี้จะนำไปสู่จุดจบอย่างไร ซึ่งไม่น่าจะมีใครจะทราบได้ ได้แต่คาดเดากันไป และที่คาดเดามาก็ไม่เห็นมีจุดสิ้นสุดที่จะเป็นผลดีต่อประเทศในทางไหนเลย ไม่ว่าการจะก่อให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร หรือการกระตุ้นให้มวลชนฝั่งตรงข้ามออกมา เพื่อที่มวลชนทั้งสองฝ่ายจะมีโอกาสที่จะปะทะกัน ซึ่งอาจจะนำไปสู่สงครามการเมืองในอนาคตได้ โดยหากเป็นจริงความเสียหายจะเพิ่มขึ้นเป็นล้านล้านบาทได้ โดยทิศทางของเหตุการณ์ในเรื่องนี้ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วผู้เขียนพร้อม ดร.โภคิน พลกุล ได้รับมอบหมายจากพรรคให้อธิบายกับผู้จัดการกองทุนของทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนหลายสิบคนที่ได้ขอเข้าพบ เพื่อรับทราบสถานการณ์ในมุมมองของพรรค

ในขณะที่การชุมนุมเริ่มเข้าสู่ความรุนแรง องค์กรอิสระหลายแห่งนอกจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่กล่าวข้างต้นแล้ว ป.ป.ช.ก็เริ่มที่จะแจ้งข้อหาหลายๆ ข้อหากับรัฐบาลและ สส. สว. รวมถึง กกต. ที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งกลับทำจดหมายถึงรัฐบาลอีกครั้งเพื่อให้เลื่อนการเลือกตั้ง ก็ต้องคอยติดตามว่าสถานการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร

เมื่อบทความนี้ตีพิมพ์ ผู้ชุมนุมคงได้ปิดกรุงเทพฯ ไปหนึ่งวันแล้ว และความวุ่นวายน่าจะเพิ่มสูงมาก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะประชาชนในประเทศนี้ได้แบ่งพวกแยกฝ่ายกันไปเรียบร้อยแล้ว แม้จะพยายามเตือนเท่าไรก็ไม่มีใครฟัง ประชาชนเป็นจำนวนมากยอมแตกหักมากกว่าจะยอมเจรจากัน อนาคตคงหนีไม่พ้นการปะทะกันของประชาชนสองกลุ่มที่มีความเห็นไม่ตรงกัน และอาจจะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งประเทศชาติจะเป็นผู้ได้รับความเสียหายมากที่สุด

อยากให้ทุกคนได้คิดถึงจุดจบก่อนที่จะสายเกินไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท