posttoday
ผ่าประชาธิปไตยเอเชียเหลวสุดท้ายก็แค่"เผด็จการ"

ผ่าประชาธิปไตยเอเชียเหลวสุดท้ายก็แค่"เผด็จการ"

14 มกราคม 2557

ไม่ว่า “การเลือกตั้ง” จะเป็น “ปัญหา” ของวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยครั้งนี้หรือไม่

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ไม่ว่า “การเลือกตั้ง” จะเป็น “ปัญหา” ของวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยครั้งนี้หรือไม่ ทว่าหากยอมรับว่าการเลือกตั้งคือวิถีทางสำคัญในระบอบประชาธิปไตยแล้ว สถานการณ์ความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในประเทศไทย ไล่ไปจนถึงอีกหลายชาติในเอเชียอันเป็นผลพวงที่ตามมาภายหลังการเลือกตั้ง กำลังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ประชาธิปไตยในเอเชียกำลังมีปัญหา” และอาจถึงกับ “ล้มเหลว”

ปัญหาดังกล่าวนี้ไม่ได้มาจากตัวระบอบประชาธิปไตยที่อิมพอร์ตเข้ามาจากตะวันตกในช่วงไม่กี่สิบหรือหลายสิบปีก่อน หากแต่เป็น “การใช้ประชาธิปไตย” ในแบบของชาติกำลังพัฒนาในเอเชียที่แตกต่างจากของต้นฉบับ จนทำให้ระบอบนี้ไม่ใช่การใช้ 1 เสียง 1 สิทธิเพื่อแสดงเจตจำนงที่บริสุทธิ์ของประชาชนตามระบอบที่ควรจะเป็น แต่เปลี่ยนเป็น “เผด็จการรัฐสภา” ที่รัฐบาลอ้างเสียงส่วนใหญ่ใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขต และยังทำให้ประชาธิปไตยต้องอยู่ในวังวนของนโยบายประชานิยมและความรุนแรง

นิตยสารเชิงข่าวชื่อดังอย่าง “อีโคโนมิสต์” ให้ทรรศนะถึงปัญหาการเมืองในเอเชียขณะนี้ว่า หลังจากที่เคยวาดฝันถึงการปกครองในอุดมคติ คนในประเทศประชาธิปไตยที่เพิ่งตั้งไข่หรือยังไม่เต็มใบพอ จะตระหนักในภายหลังว่า นี่ไม่ใช่ระบอบที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแม้จะเป็นคนส่วนมาก ทว่าหากไม่มากพอจะเป็น “เสียงส่วนใหญ่” ในประเทศ ก็จะไม่ได้รัฐบาลที่พอใจและต้องทนไปอีกหลายปีจนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่

บรรดานักการเมืองในประเทศเหล่านี้ยังอาจรู้สึกถึงความยากในการเล่นตามกฎ จนทำให้รัฐบาลเลือกที่จะใช้วิธี “โกงการเลือกตั้ง” เพื่อให้มั่นใจถึงชัยชนะ ในขณะที่ฝ่ายค้านก็จะใช้วิธี “บอยคอต” ปฏิเสธการเลือกตั้งเมื่อรู้ว่าจะต้องแพ้อย่างแน่นอน ซึ่งภาวะเช่นนี้กำลัง “ปะทุ” ออกไปยังหลายประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่บังกลาเทศ ศรีลังกา เนปาล มาเลเซีย กัมพูชา มาจนถึงไทย

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกประเทศที่ล้มเหลวกับระบอบการปกครองนี้ อินเดียซึ่งเคยต่อสู้กับประวัติศาสตร์การปลดแอกประเทศมาก่อน ยังคงยืนหยัดอยู่ในกรอบกติกาได้จากการผุดขึ้นมาของพรรคการเมืองใหม่ที่เป็นความหวังของประชาชนในการขจัดปัญหาคอร์รัปชั่น ขณะที่อีกหลายประเทศก็สามารถผ่านพ้นการเลือกตั้งไปได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอันเกิดจากการเลือกตั้งที่นำไปสู่ “ความรุนแรง” จนถึงกับมีผู้เสียชีวิตและเป็นชนวนต่อเสถียรภาพในหลายประเทศนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันที่จะทำให้มีการตั้งคำถามกับการปกครองในเอเชีย ที่อาจเป็นประชาธิปไตยแต่เพียงในนามเท่านั้น

กัมพูชา นับเป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยที่เป็นเผด็จการรัฐสภาได้ดีที่สุดชาติหนึ่ง จากการปกครองของรัฐบาลพรรคเดียวที่ไร้ซึ่งฝ่ายค้านมาตลอดกว่า 30 ปี นับตั้งแต่หมดยุคเขมรแดง ทว่ากลับไร้ซึ่งปัญหาเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยในสายตารัฐบาลประเทศต่างๆ ซึ่งฝ่ายค้านได้นำการชุมนุมครั้งใหญ่ถึง 3.5 แสนคน ต่อต้านผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างหนักและต่อเนื่อง

ขณะที่ ศรีลังกา นับเป็นอีกชาติหนึ่งในเอเชียใต้ที่เพิ่งฟื้นตัวสู่ระบอบประชาธิปไตยในช่วงเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังเกิดสงครามกลางเมืองกับกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ทว่ารัฐบาลก็กลับมีการปกครองแบบกำปั้นเหล็ก

สำหรับบังกลาเทศนั้น นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของประชาธิปไตยที่เป็นปัญหา ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะพรรคฝ่ายค้านบีเอ็นพี ของ คาห์เลดา เซีย แพ้การเลือกตั้งให้พรรคอวามี ลีก ของประธานาธิบดี ชีค ฮาชิมา หากแต่เป็นเพราะรัฐบาลใช้อำนาจเสียงส่วนใหญ่ที่ได้รับแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เคยสร้างความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดให้รัฐบาลต้องลาออกก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพื่อให้กระบวนการอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐบาลรักษาการที่เป็นกลาง

การใช้อำนาจเสียงส่วนใหญ่ที่ไม่เคารพเสียงส่วนน้อย แก้ไขกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตนเองนั้น ย่อมนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจทางการเมืองระหว่างกันตามมา โดยเฉพาะความไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมเพียงพอ

อย่างไรก็ดี วิกเตอร์ มัลเลต จากหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ มองว่า ความล้มเหลวของประชาธิปไตยในเอเชีย ไม่ได้เกิดขึ้นจากรัฐบาลหรือฝ่ายค้านอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมาจากปัญหาเดิมๆ อย่างการ “ยึดถือที่ตัวบุคคลมากกว่าระบบ” ทำให้เกิดการสืบทอดอำนาจขึ้นในตระกูลรุ่นแล้วรุ่นเล่าโดยไม่สนว่าผู้สมัครจะมีความสามารถหรือเป็นคนดีหรือไม่ เช่นที่เกิดขึ้นในอินเดีย ศรีลังกา และไทย

ในบังกลาเทศเองนั้น ทั้งประธานาธิบดีฮาชิมาและหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ต่างก็เป็นบุตรสาวจากตระกูลนักการเมืองใหญ่ที่คนรุ่นบิดามีบทบาทอำนาจและถูกลอบสังหารในระบบการเมืองอันดุเดือด จนครอบครัวของทั้งคู่ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ในสหรัฐและอังกฤษมาแล้วทั้งคู่

ที่สำคัญก็คือ การอิมพอร์ตประชาธิปไตยแบบต้นตำรับเข้ามานั้นไม่สอดคล้องกับนักการเมืองภายในประเทศ ที่กลับมองระบอบการเลือกตั้งตัวแทนปวงประชาเป็นเพียงวิธี “การได้มาซึ่งอำนาจ” และ “การทำเงิน”

หากไม่สามารถยอมรับได้ว่าประชาธิปไตยอิมพอร์ต ไม่อาจสำเร็จได้ง่ายๆ โดยไม่ศึกษาและร่วมกันปฏิรูปไปสู่การปกครองที่คนส่วนใหญ่และคนเสียงส่วนมากสามารถรอมชอมยอมรับได้ ประชาธิปไตยเพียงเสี้ยวใบแบบในประเทศกำลังพัฒนา ก็อาจไม่ต่างอะไรกับการบังคับกลืนยาขมที่อาจสำลักออกมาในวันข้างหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท