
คลังทำใจเศรษฐกิจปีนี้โตได้แค่3%
คลังฟันธงปัญหาการเมืองทำเศรษฐกิจปีนี้หดเหลือ 3%
คลังฟันธงปัญหาการเมืองทำเศรษฐกิจปีนี้หดเหลือ 3%
น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2556 สศค.ประมาณการเศรษฐกิจปี 2557 จะขยายตัวได้ 3.5-4.5% ต่อปี หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 4% ต่อปี บนพื้นฐานสำคัญว่าการเบิกจ่ายเงินกู้ พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท จะต้องได้ไม่น้อยกว่า 30% ของเงินงบประมาณที่พร้อมเบิกจ่ายได้ แต่หากเบิกต่ำที่ 10% ของงบที่พร้อมเบิกจ่ายก็จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 3.5% ต่อปี เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดคาดว่าการเบิกจ่ายเงินกู้พิเศษทั้งสองส่วนจะไม่สามารถเบิกจ่ายได้เลย เพราะในส่วนของ พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ถูกศาลปกครองสั่งให้ทำประชาพิจารณ์ให้ครบถ้วน และ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท คาดว่าจะโดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการ ออกกฎหมายไม่ชอบ ทำให้ พ.ร.บ.กู้เงินเป็นโมฆะ ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ 3% ต่อปี ต่ำกว่ากรอบล่างที่กระทรวงการคลังประมาณการไว้ก่อนหน้านี้และต่ำกว่าเฉลี่ยกลางที่คาดไว้ถึง 1%
นอกจากนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมาทางกระทรวงการคลังยังได้มีการปรับแผนการก่อหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2557 ซึ่งมีการยกเลิกวงเงินกู้จาก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ที่คาดว่าจะกู้จำนวน 1.2 แสนล้านบาท เนื่องจากประเมินเห็นว่าดำเนินการไม่ทัน ทำให้ สศค.ต้องประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้ไม่มีเงินทั้งสองส่วนเข้ามาในระบบเศรษฐกิจเลย
ทั้งนี้ เดิม สศค.ประเมินว่า ในปี 2557 มีโครงการใน พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท พร้อมที่จะดำเนินการ 9.4 หมื่นล้านบาท และจาก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท อีก 6.8 หมื่นล้านบาท หากเบิกจ่ายได้ 30% ก็จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 4.5 หมื่นล้านบาท หากเบิกได้ 10% จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 1.62 หมื่นล้านบาท
น.ส.กุลยา กล่าวว่า ทาง สศค.จะประสานกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ให้ช่วยพิจารณาโครงการลงทุนอื่นที่สามารถมาชดเชยโครงการจาก พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ที่ขาดหายไป แต่คาดว่าจะต้องใช้เวลาดำเนินการนาน เพราะต้องรอบรรจุในงบประมาณปี 2558 ที่จะเริ่มเบิกจ่ายได้จริงในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
สำหรับผลกระทบการเมืองที่มีการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ในสัปดาห์นี้ ยังประเมินได้ยากว่าจะมีผลกระทบทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ลดลงอีกมากน้อยขนาดได้ยาก ขึ้นอยู่กับระยะเวลาหากเป็นการชัตดาวน์ช่วงสั้นก็จะกระทบไม่มาก แต่หากกินเวลายาวก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เศรษฐกิจจะได้รับกระทบมากขึ้น ซึ่งต้องประเมินผลกระทบกันวันต่อวันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม คาดว่าปัญหาทางการเมืองไม่กระทบกับการส่งออกของไทยในปีนี้ ที่เป็นกำลังขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ หลังจากปีที่ผ่านมาขยายตัวติดลบ เนื่องจากการส่งออกของไทยขึ้นอยู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และความสามารถการแข่งขันของเอกชน ซึ่ง สศค. คิดว่าเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนจะทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 6.5%
ก่อนหน้านี้ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. ระบุว่า ปัญหาทางการเมืองมีความสำคัญกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ หากการเมืองมีปัญหารุนแรงมากๆ และยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยปีหน้าก็มีความเสี่ยงที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 3% ต่อปี







