
พิมพ์เขียวพระพุทธเจ้า
การปฏิรูปไม่ใช่การประนีประนอมกับความชั่ว “พงศา” ยังคงย้ำจุดยืนเดิมว่า จำเป็นต้องปฏิรูปในทุกประเด็นที่ “ไม่เป็นธรรม” ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมายก็ตาม ส่วนรูปธรรมในการปฏิรูปนั้น เขายกตัวอย่างพอเป็นโครงไว้อย่างน่าสนใจ
การปฏิรูปไม่ใช่การประนีประนอมกับความชั่ว “พงศา” ยังคงย้ำจุดยืนเดิมว่า จำเป็นต้องปฏิรูปในทุกประเด็นที่ “ไม่เป็นธรรม” ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมายก็ตาม ส่วนรูปธรรมในการปฏิรูปนั้น เขายกตัวอย่างพอเป็นโครงไว้อย่างน่าสนใจ
“การปฏิรูปโดยหลักของมันจริงๆ คือทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรมให้เป็นธรรม อะไรที่ยังเอาเปรียบกันอยู่ถึงถูกกฎหมายแต่ยังไม่เป็นธรรมก็ต้องเปลี่ยน เช่น มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปจับชาวบ้าน จับถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นธรรมกับชาวบ้านคนนี้ ชาวบ้านคนนี้อาจจะถูกยึดที่ดินมา เพราะมีการออกกฎหมายไว้ว่าโฉนด นส.3 สามารถถูกธนาคารยึดได้ เมื่อทรัพย์ส่วนตัวของเขาหมด เขาก็เลยต้องไปเอาทรัพย์ของส่วนรวม ลองคิดให้ดีๆ ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นธรรมกับชาวบ้านคนนี้หรือไม่”
ข้อเสนอแรกสำหรับการปฏิรูปของเขาคือ ต้องมีการตั้ง “สภาประชาธรรม” ขึ้นมาในทุกๆ หมู่บ้าน ใช้เป็นพื้นที่กลางสำหรับถกเถียงกันเรื่องความเป็นธรรมโดยไม่สนใจว่าจะถูกกฎหมายหรือไม่ โดยไปเชิญคนที่มีความน่าเชื่อถือมารวมกัน ทำหน้าที่พิจารณาว่าในแต่ละประเด็นต่างๆ มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกันอย่างไร
หรือวิธีการนำคนเลวออกไปจากระบบเลือกตั้ง “พงศา” เสนอว่า ต้องทำให้ช่องโหวตโนมีน้ำหนักและมีบทลงโทษ ไม่ใช่ออกกฎหมายให้มีช่องโหวตโนเพื่อความเท่เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น ประชากร 1.5 แสนคนต่อเขต มีสิทธิเลือกตั้ง 1 แสนคน เบอร์ 1 ได้ 3 หมื่นคะแนน เบอร์ 2 ได้ 2 หมื่นคะแนน ส่วนช่องไม่เลือกใครหรือโหวตโนกลับได้ถึง 4 หมื่นคะแนน ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบเลือกตั้งเดิมคือ คนที่ได้ 3 หมื่นคะแนน ได้รับชัยชนะเป็น สส.
“ทุกวันนี้ช่องโหวตโนมีไว้เพื่อเท่อย่างเดียว หลังจากนี้ต้องทำให้มันมีน้ำหนัก คือ ถ้าช่องนี้ชนะช่องอื่นต้องแพ้ ถ้าช่อง โหวตโนชนะการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าประชาชนไม่ต้องการผู้สมัครเหล่านั้นเลย ก็ต้องให้ออกไปเลย ตัดสิทธิทางการเมืองไปเลย 5 ปี”
นอกจากการปฏิรูปความไม่เป็นธรรมแล้ว “พงศา” เห็นว่า ถึงเวลาที่จะต้องปรับกระบวนทัศน์ของคนเพื่อการปฏิรูปด้วยเช่นกัน
“อย่างเรื่องอนุรักษ์ป่าไม้ ที่ผ่านมาเราใช้วิธีจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธพิทักษ์ป่าทำหน้าที่ปราบปรามดูแลไม่ให้คนทำลายเพียงอย่างเดียว นี่คือกระบวนทัศน์เดิมที่ทำกันมา 100 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จ คำถามคือแล้วทำไมต้องทำต่อไป เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผมจึงลองเปลี่ยนใหม่ เลิกจัดตั้งกองกำลัง แต่มุ่งที่จะสร้างนักพัฒนาขึ้นมาแทน เราไม่ได้ดูแลป่า แต่เราดูแลคนไม่ให้ไปทำลายป่า สุดท้ายมันก็ได้ผลดี ไม่ต้องมาแบกอาวุธ ผมเชื่อว่าปลายทางของมนุษย์ต้องคุยกันรู้เรื่อง”
สำหรับแนวทางการปฏิรูปหรือพิมพ์เขียวที่ “พงศา” ออกแบบไว้ แบ่งออกตามลักษณะพื้นที่ คือ ชนบท เมือง และชายขอบระหว่างเมืองกับชนบท แต่พื้นที่ที่จะต้องให้ความสำคัญก่อนคือ “ชนบท” นั่นเพราะหากชนบทรอดเมืองก็จะรอดเช่นกัน
“ในวันนี้กระบวนทัศน์ของการพัฒนา คือการพัฒนาโดยมีเป้าหมายสุดท้ายที่จะทำให้ชนบทกลายเป็นเมืองทั้งหมด แต่เมืองคือหลุมดำของโลกมนุษย์ ทั้งอาหาร พลังงาน ทุกอย่างเข้ามาในเมืองจะหายไปหมด หนำซ้ำเมืองจะกัดกร่อนกลืนกินทรัพยากรของพื้นที่ข้างๆ จนไปหมด ผมจึงไม่เชื่อทฤษฎีเมือง ในทางกลับกันกลับเชื่อในการพัฒนาชนบท”
พระพุทธเจ้าบอกว่าอาหารและที่ดินเป็นอิสรภาพอย่างยิ่งของมนุษย์ แต่ปัจจุบันระบบทุนของสังคมเมืองกำลังเอาเปรียบชนบทอยู่ ดังนั้น ต้องปฏิรูปให้เกิดความเท่าเทียมขึ้นในชนบทก่อน อาจใช้วิธีสร้างทรัพย์ให้เท่ากันโดยทำต้นไม้ที่มีชีวิตในที่ดินของประชาชนให้เป็นทรัพย์ เมื่อมีทรัพย์ก็ทำให้คนในชนบทมีที่ยืน คือมีอาหารและที่ดิน
“การมีต้นไม้ไม่ใช่ผมคิดเอง แต่มันเป็นหลักธรรม พระพุทธเจ้าบอกว่าการทำบุญที่เกิดประโยชน์ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งเบื้องต้นเบื้องกลางและเบื้องปลาย 1.ทำศาลาพักริมทาง 2.ขุดบ่อน้ำ 3.ปลูกต้นไม้ใหญ่ ที่จริงแล้วคืออันเดียว ศาลาก็คือร่มเงา บ่อน้ำ ต้นไม้ก็ให้น้ำ คือพระพุทธเจ้าบอกให้ปลูกต้นไม้นั่นเอง”
แม้ว่าการปฏิรูปจะต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานและมีรายละเอียดที่หลากหลาย แต่ “พงศา” เชื่อว่า ปลายทางของการปฏิรูปจะมุ่งไปสู่สิ่งเดียวคือ “พุทธะ” หรือภาวะรู้แจ้ง
“เป้าหมายปฏิรูปจะไปที่ไหน ในตำราพัฒนาชุมชนมันไม่มีบอกว่าจะพัฒนาไปในทิศทางไหน แต่ในคัมภีร์อัลกุรอานบอกว่าปลายทางมนุษย์ไปสู่ยุคสิ้นโลก นั่นคืออยู่เหนือโลกหรือไม่โลภไม่หลง ศาสนาคริสต์ก็คือไปสู่ยูโทเปียคือยุคที่มีแต่ความสุข ศาสนาพุทธก็บอกว่าจะสู่ยุคพระศรีอารย์”
“ผมก็ค้นดูจนได้พบภาพเขียนยุคพระศรีอารย์ในวัดทางภาคอีสาน โดยภาพที่ 113 เป็นภาพการต่อสู้ทางจริยธรรม เพียรอย่างบริสุทธิ์ และมีการให้เหมือนอย่างที่เรากำลังทำกันอยู่ ภาพสุดท้ายเขาวาดเป็นต้นกัลปพฤกษ์อยู่สี่มุมเมือง นั่นคือบ้านเมืองนั้นประชาชนไม่ต้องทำอะไร ต้องการอะไรให้ไปสอยจากต้นกัลปพฤกษ์”
“ก็มาตีความว่าคืออะไร คือหลังจากที่มนุษย์ต่อสู้ทางจริยธรรม เพียรอย่างบริสุทธิ์ และรู้จักที่จะให้กัน มนุษย์จะพบกับภาวะ ถูกต้อง มนุษย์จะมีความสุข บ้านเมืองมีต้นไม้ห้อมล้อมทุกทิศทาง และต้นไม้นั้นก็จะเกื้อกูลความผาสุกให้กับมนุษย์ ทั้งอาหาร พลังงาน ปัจจัยการผลิต นี่คือโมเดลปฏิรูปของพระพุทธเจ้า"







