
กกต.ชี้ช่องเลื่อนเลือกตั้ง ภ พใคใเพื่อไทยดื้อไม่เอาด้วย
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วางปฏิทินไว้คร่าวๆ ในกรณีเลื่อนวันเลือกตั้งทั่วไปจากวันที่ 2 ก.พ. ออกไป คาดน่าจะเป็นวันที่ 4 พ.ค. 2557
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วางปฏิทินไว้คร่าวๆ ในกรณีเลื่อนวันเลือกตั้งทั่วไปจากวันที่ 2 ก.พ. ออกไป คาดน่าจะเป็นวันที่ 4 พ.ค. 2557
ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากที่ประชุม กกต. เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2557 มีมติทำหนังสือเสนอ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม อธิบายเหตุผลที่ควรมีการเลื่อนการเลือกตั้ง
สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกิจการเลือกตั้ง กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะเคยปฏิเสธแล้วว่าไม่มีอำนาจในการออก พ.ร.ฎ.การเลือกตั้งใหม่ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลสมควรจะคิดกันใหม่ ส่วนจะทำได้ตามกฎหมายหรือไม่ ขอแนะนำให้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหม่ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นกรรมการ เขาจะบอกรัฐบาลเองว่าทำได้หรือไม่ได้ ด้วยข้อกฎหมายอะไร มีทางออกอย่างไรบ้าง
“เรื่องนี้รัฐบาลต้องส่งสัญญาณก่อนว่าจะเอาด้วย กกต.ก็จะได้เชิญพรรคประชาธิปัตย์และทุกพรรคการเมืองมาคุยกัน ว่าจะตกลงกันหรือลงสัตยาบันกันว่าจะให้มีการเลือกตั้งใหม่ ยกเลิกของเก่าทั้งหมด อาจจะเป็นวันที่ 4 พ.ค. คือภายใน 180 วัน หลังจากการยุบสภาในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 คือยังเป็นไปตามกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 วรรคท้าย” สมชัย กล่าว
สมชัย กล่าวว่า ถ้าตกลงกันได้ก็น่าจะดีกว่าการดันทุรังให้เลือกตั้งต่อไป ซึ่งก็จะต้องไปจบประมาณเดือน พ.ค.เหมือนกัน และยังไม่รู้ว่าจะจบหรือไม่จบ หรือจะเป็นการจบประชาธิปไตยแทน” สมชัย กล่าว
สมชัย ยอมรับว่า การประสานงานเจรจากับกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ตามที่ตั้งใจไว้เดิมนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาจะเดินหน้าอย่างเดียว ถ้าสำเร็จก็จะยึดอำนาจโดยประชาชนไปแล้วเอารัฐบาลออกอย่างเดียว เขาไม่ถอยแล้ว ก็มีแต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ยังสามารถพูดคุยกันได้อยู่
ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวว่า ข้อเสนอแนะที่มีต่อรัฐบาลยังไม่มีการลงนามในหนังสือเพื่อส่งไปยังนายกฯ เนื่องจากถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งทาง กกต.จะต้องมาหารือกันอีกครั้ง แต่จากผลหารือประเด็นดังกล่าว กกต.ทุกคนมีความเห็นที่สอดคล้องกัน โดยใช้อำนาจในฐานะผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาคนหนึ่งที่สามารถชี้แนะไปยังรัฐบาลได้ตามหน้าที่ในทางปฏิบัติ โดยกล่าวว่าเมื่อฝ่ายปฏิบัติในการจัดการเลือกตั้งเห็นเช่นนี้แล้ว รัฐบาลจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น กกต.ก็ไม่มีอำนาจที่จะไปบังคับได้
ส่วนการพิจารณาถึงคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเรื่องปัญหาของผู้ประสงค์ลงสมัครในพื้นที่ 28 เขตเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถเข้ารับสมัครได้ เนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองนั้น
ศุภชัย กล่าวว่า ถือว่าเป็นบรรทัดฐานที่ชี้ให้เห็นว่าอำนาจในการรับสมัครนั้นเป็นหน้าที่ของทาง กกต. และการที่จะใช้มาตรา 39 ได้นั้น ผู้ร้องต้องเป็นผู้ที่ผ่านการรับสมัครแล้ว แต่ไม่มีรายชื่อในการประกาศคุณสมบัติเท่านั้น และการพิจารณาเยียวยา ผู้ประสงค์ลงสมัครใน 28 เขตเลือกตั้งนั้น มองว่าไม่น่าจะสามารถเยียวยาได้ เนื่องจากในวันที่ 13 ม.ค.นี้ จะมีการเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักรขึ้น ทำให้ไม่สามารถขยายเวลาในการรับสมัคร สส.เพิ่มเติมออกไป แม้ทาง กกต.อยากจะให้มีการขยายเวลาออกไปก็ตาม
“แต่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าถึงมีการเลือกตั้งต่อไปขณะนี้ก็ได้ สส.ไม่ครบ 500 คน อย่างแน่นอน และจะทำให้เกิดปัญหา อีกทั้งอาจจะมีนักกฎหมายไปฟ้องร้องว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นโมฆะได้” ประธาน กกต. กล่าว
ขณะที่พรรคการเมืองต่างเห็นคล้อยตามให้มีการเลื่อนเลือกตั้ง ยกเว้นพรรคเพื่อไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ข้อเสนอ กกต.มีเหตุผล พรรคภูมิใจไทยอยากให้การเลือกตั้งมีความเชื่อมั่นมากกว่านี้ และเมื่อมีการเลือกตั้งไปแล้วประเทศเดินหน้าได้ ไม่ใช่ต้องมานั่งคิดว่าเลือกไปแล้วจำนวนของ สส.จะเปิดสภาได้หรือไม่ เพราะการเลือกตั้งวันนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะหมิ่นเหม่ต่อรัฐธรรมนูญ
สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ต้องดูว่าจะสามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้หรือไม่ เพราะหากตามกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการเลือกตั้งภายในไม่เกิน 60 วัน ถ้าไม่ทำก็ถือว่าขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องดำเนินการตามนั้น เพราะฉะนั้นรัฐบาลและ กกต.จะต้องหารือร่วมกันว่าตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งให้ใครทำกรณีหากมีการเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้ง ผลที่ตามมาใครจะเป็นคนรับผิดชอบ
พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ข้อเสนอ กกต.ฟังไม่ขึ้น เพราะไปดูตัวบทของรัฐธรรมนูญแล้วไม่ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลทำเช่นนั้นได้ หากเลื่อนการเลือกตั้งจะทำให้ฝ่ายตรงข้าม เช่น กปปส. หรือพรรคประชาธิปัตย์ร้องเอาผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และถ้าเป็นพรรคการเมืองก็อาจถูกยุบพรรคได้
“การที่ กกต.เสนอแบบนี้น่าจะมีเจตนาพิเศษหรือไม่ วันนี้ กกต.ไม่เลือกที่จะแก้ปัญหา กลับโยนปัญหาให้ผู้อื่นทั้งที่การจัดเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ไม่ยอมไปแก้ไขปัญหา 28 เขตเลือกตั้งที่ผู้สมัคร สส.สมัครเลือกตั้งไม่ได้ ไม่เอาคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ระบุว่าอำนาจรับสมัครของ กกต.ไปดำเนินการ เมื่อคำตัดสินออกมาแบบนี้ต้องเร่งเยียวยาผู้สมัคร ตรวจคุณสมบัติ และรีบประกาศเป็นผู้สมัคร ควรทำเรื่องนี้มากกว่ามายื่นข้อเสนอ 6 ข้อ” พร้อมพงศ์ กล่าว







