
ซาวเสียง"4พรรคเล็ก"ประเทศไทยไม่ใช่เเค่กรุงเทพฯ
สำรวจทรรศนะ 4 พรรคการเมืองเล็กถึงมุมมองวิกฤตการเมืองไทย เเละเหตุใดจึงยังเชื่อว่าต้องมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ประเทศไทยกำลังตกอยู่บนทาง 2 แพร่งอันตราย กำหนดการเลือกตั้ง 2 กุมภาฯ ผ่าความเห็นคนไทยเป็น 2 ฝั่งว่าการหย่อนบัตรเลือกตั้งนับถอยหลังในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้าควรจะเกิดขึ้นหรือไม่ ท่ามกลางสภาวะการเริ่มผูกขาดการกำหนดทิศทางประเทศเพียงขั้วการเมือง 2 ฝ่าย “โพสต์ทูเดย์” หันมาสำรวจทรรศนะ 4 พรรคการเมืองเล็กถึงมุมมองวิกฤตการเมืองไทย เเละเหตุใดจึงยังเชื่อว่าต้องมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้
นพดล ไชยฤทธิเดช หัวหน้าพรรคชาติสามัคคี หมายเลข 10 ยอมรับว่า ขณะนี้เหมือนทิศทางการกำหนดทางเดินของทั้งประเทศผูกขาดที่ 2 พรรคการเมืองใหญ่ แม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลายครั้งก็ทำหน้าที่สะท้อนชัดว่า เลือกฟังเพียงการเมือง 2 พรรคเท่านั้น ทั้งนี้มั่นใจว่ามีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งออกมาแล้ว ย่อมต้องมีการเลือกตั้ง เป็นอย่างอื่นไม่ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าเวลานี้พรรคเล็กทั้งหลายต้องมาฝากผีฝากไว้กับ 2 พรรคการเมืองหากต้องการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเมื่อพรรคหนึ่งตัดสินใจบอยคอตการเลือกตั้ง มิหนำซ้ำพรรคเพื่อไทยยังโดนวินิจฉัยคดีจากองค์กรออิสระทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และศาลรัฐธรรมนูญเหมือนเป็นสัญญาณว่าโอกาสการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นั้นริบหรี่เต็มที
“หากสถานการณ์เลือกตั้งมันนิ่ง มันเฉย จะทำให้พรรคเล็กอย่างเราไม่มีกำลังต่อสู้เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ยิ่งถ้าพรรคขนาดเล็กผู้ใหญ่อย่าง กกต.เขาไม่ฟังเราอยู่แล้ว เพราะเขาจะฟังแต่พรรคใหญ่ แต่ต่อให้ไฟมันกำลังจะริบหรี่ๆ แต่ทุกคนก็ปรารถนาที่จะเห็นการเลือกตั้ง เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง 2 ก.พ.มันไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองหรือเรื่องพวกผมแล้ว แต่มันเป็นเรื่องการใช้สิทธิของชาวบ้าน ดังนั้นหากคุณจะออกไปขัดขวางการเลือกตั้ง คุณไม่ได้ขัดขวางพวกผม คุณไม่ได้ขัดขวางนักการเมือง แต่คุณกำลังขัดขวางประชาชนที่จะออกไปเลือกตั้ง
...หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ต้องมีการเลือกตั้ง เพราะมันเป็นระบบตัวแทนของชาวบ้าน หากจะพูดเรื่องการปฏิรูป ผมเห็นด้วย บ้านเราถ้าจะพัฒนาจริงๆ พรรคเราเห็นว่าต้องพัฒนาประชาธิปไตยให้ชาวบ้าน ให้เขาเข้มแข็งตั้งแต่ระดับชุมชน ประชาชนมีส่วนร่วมช่วยกัน พวกทรัพยากรธรรมชาติมันควรจะเป็นของเขา แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ให้ชุมชนเข้มแข็งได้ เราต้องเริ่มที่การยึดหลักการเท่าเทียมกันก่อน แต่วันนี้มันยังมีการแบ่งแยกเป็นเสียงของคนเมืองคนกรุงอยู่
คุณมาบอกว่าต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่สรุปแล้วเอาแต่คนของตัวเองเข้ามา ผู้ที่นำการปฏิรูปทำไมไม่ให้ชาวบ้านเขาเลือกมา อย่างผมเป็นประชาชน ผมก็ต้องการให้รัฐให้สิทธิผมในการลงคะแนน แล้วผมก็เลือกตั้งให้คนเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนผม ในฐานะผมเป็นประชาชน ผมก็ยอมรับได้ เพราะตัวแทนของผมเข้าไปปฏิรูปแล้ว อย่างนี้มันจะสง่างามมากกว่า ชาวบ้านก็ได้พูดเต็มปากเต็มคำว่าได้ส่งตัวแทนของเขาเข้าไปแล้ว ไม่ใช่ให้ใครไม่รู้เฮโลเข้ามา แล้วบอกว่าจะมาปฏิรูปประเทศ
ทุกวันนี้ประเทศไทยเราไม่รู้ว่าใครดีไม่ดี เพราะผมไม่เห็น ชาวบ้านไม่เห็น ดังนั้นจะดีจะเลวจะชั่วก็แล้วแต่ให้ประชาชนเขาคัดสรรเลือกเข้ามาเถอะ ให้สิทธิชาวบ้านเขาเลือกมา ชาวบ้านเขารู้ว่าในตำบล หมู่บ้าน อำเภอ จังหวัดไหน เขารู้ว่าใครดีใครเลว ให้เขาคัดสรรมา คนที่ทำงานให้เขาจะได้แก้ปัญหาถูก แต่ให้ใครก็ไม่รู้มาปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ถามว่าชาวบ้านเขารู้เหรอว่าใครดีใครเลว”
กรวิทย์ เกาะกลาง เลขาธิการพรรคชาติไทยสามัคคี หมายเลข 44 จากภาคใต้ เล่าให้ฟังว่า พรรคเพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค.ปี 2556 ก่อนหน้าการยุบสภาเพียงไม่กี่เดือน จึงเเทบจะไม่มีความพร้อมในทุกด้าน แต่ในเมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนทั้งประเทศใช้สิทธิเลือกตั้ง ส่วนตัวมองว่าไม่ว่าตอนนั้นจะพร้อมหรือไม่ แต่เจตนารมณ์ของการตั้งพรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ส่งคนและเสนอนโยบายให้ประชาชนเลือกเข้ามาทำงาน เป็นรูปแบบปกติของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
“คนที่ออกมาชุมนุม เป็นสิทธิของคุณสามารถทำได้ แต่อยากให้คิดว่า หากไม่เลือกตั้งวันนี้ คุณเอากฎหมาย เอาระบอบอะไรมารองรับการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งของคุณ แล้วมันมีโมเดลอะไรที่ทำให้เราเชื่อใจได้ว่าคุณจะสามารถปฏิรูปได้เสร็จสมบูรณ์ แล้วคุณจะไม่อาศัยพรรคพวก ลิ่วล้อของคุณมาเป็นคณะทำงาน วิธีการแบบนี้มันย้อนยุคไปเหมือนนครรัฐกรีก 2,400 ปีก่อนที่เขาใช้ระบบสรรหา ดึงกลุ่มชนมาทำหน้าที่ แต่บ้านเรามันไกลมามากแล้ว ทำไมต้องย้อนกลับไปอีก
คุณบอกว่าจะมาปฏิรูปก่อนแล้วคุณจะปฏิรูปกี่วัน กี่เดือน กี่ปี แล้วถ้าคุณปฏิรูปหมดไปสัก 5 ปีแล้วเรามั่นใจได้อย่างไรว่าประเทศจะสงบ แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายมันไม่รุกคืนกลับด้วย ในเมื่ออีกฝ่ายเขาก็มีมวลชน ทำไมเราไม่ไปต่อสู้กันในสภา ระบบนี้ให้สิทธิคุณกดดันรัฐบาลได้สารพัด คุณก็ประสบความสำเร็จในการกดดันให้รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสำเร็จ คนก็จะเลือกคุณเองถ้ามีการเลือกตั้งข้างหน้า แต่ถ้าคุณออกมานอกสภา แล้วไปโห่ร้องตามแยกต่าง ๆ แล้วมันแก้อะไรได้ เพราะฉะนั้นเราต้องหาวิธีลงที่ยุติธรรมสุด ใช้ระบบผู้แทนฯ มีกฎหมายรองรับน่าจะดีกว่า
ถามว่าหากเลือกตั้ง พรรคเล็กอย่างเราจะสู้พรรคใหญ่ได้หรือ ได้หรือไม่ได้มันไม่สำคัญเท่ากับว่าเราเป็นพรรคการเมือง เจตนารมณ์หลักของเราต้องส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้หรือไม่ได้มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะประชาชนเขาเป็นผู้เลือกมา หากสุดท้ายไม่ได้เราก็ต้องทำกิจกรรม รณรงค์ให้ประชาชนเขาไปใช้สิทธิ ให้เขารู้จักรูปแบบการปกครอง รู้จักสิทธิตัวเองว่าตัวเองมีสิทธิอย่างไร ให้เขารู้ว่าหากเห็นว่านักการเมืองทุจริต เราสามารถไปเรียกร้องไปคัดค้าน ไปกดดัน ผู้นำหรือ สส.ให้ออกจากตำแหน่งได้ ให้ความรู้ประชาชนไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องให้นักการเมืองแก่ๆ มาบอกเรา หรือให้นักการเมืองที่เกษียณแล้วมาเสี้ยมสอนเรา เรารู้เองได้ว่าเราต้องให้ความรู้ประชาชนเมื่อประชาชนมีความรู้มากขึ้น เขาก็สามารถใช้สิทธิตรงนั้นได้ ทุกคนก็สามารถตรวจสอบนักการเมืองได้ในระบบประชาธิปไตย
...แพ้ชนะมันอีกเรื่อง แต่ประชาชนต้องมีสิทธิเลือกตั้ง 1 เสียง 1 คนต้องมีสิทธิเท่ากัน ไม่ใช่ว่าหนึ่งเสียง กทม.มันมีค่ามากกว่าคนต่างจังหวัด ไม่ใช่ว่าคุณรวยมากแล้วคุณจะมีเสียงมากกว่าชาวนา ชาวไร่ แล้วระหว่างนั้นเราทุกคนต้องได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อที่วันหนึ่งคุณจะสามารถพินิจแยกแยะได้ว่าคุณควรจะเลือกใคร เพราะประชาธิปไตยมันไม่ได้สร้างวันเดียว มันต้องใช้เวลายาวนาน กว่าที่มันจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้
หากจะมาอ้างเรื่องการซื้อเสียง ถามว่าแล้วแทนที่จะต่อต้าน ทำไมไม่รณรงค์เขาละ คุณก็ไปเผยแพร่ ทำหน้าที่ รณรงค์ รู้ว่าโกงก็ไปเปิดออกมาสิ หรือว่าคุณก็เคยโกงด้วยก็เลยไม่กล้า เรื่องคอร์รัปชัน ตอนตัวเองเป็นรัฐบาลก็มีทุจริตแต่คุณก็เงียบ แต่พอตกเป็นฝ่ายค้านกลับมาพูดเรื่องปฏิรูป ไม่เอาคอร์รัปชัน เรื่องเเบบนี้ใครก็ดูคุณออก ดังนั้นอย่ามาพูดเรื่องการโกง เพราะถ้ามีการโกงการเลือกตั้งก็ไปแก้ที่การโกง ไม่ใช่มาแก้ที่ไม่ให้มีการเลือกตั้ง”
ธิติ ธนโภคพันธุ ที่ปรึกษาพรรคพลังประเทศไทย หมายเลข 11 ยืนยันว่า เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าจะต้องมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.หรือหากไม่มีการเลือกตั้งก็เนื่องจากปัจจัย 2 อย่าง คือ กปปส.ล้มการเลือกตั้งได้สำเร็จหรือไม่ก็เกิดการรัฐประหาร แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ล้วนสร้างความเสียหายให้ทั้งประเทศทั้งสิ้น
“ผมเป็นพรรคเล็ก ไม่ได้โปรพรรคเพื่อไทยเลย แต่ต้องยอมรับว่า กปปส.เองไม่มีความชอบธรรมใดๆ ที่จะมาลิดรอนสิทธิคนทั้งประเทศ 48 ล้านคน ที่ขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น คุณต้องกลับไปถามว่าสิ่งที่คุณกำลังเดินอยู่นี้ คุณมีความชอบธรรมแค่ไหนที่จะไปลิดรอนสิทธิเลือกตั้งของคน 48 ล้านคน
ประเทศเราบอบช้ำมาร่วมสิบปีแล้ว กับเหตุการณ์ในรูปแบบต้องการล้มใครสักคนหนึ่ง ล้มตระกูลใดสักตระกูลหนึ่ง แต่กลับทำร้ายคนทั้งประเทศ เราผ่านรัฐประหารตั้งแต่ปี 49 ก็มีวาทกรรมสวยหรูต้องการให้บ้านเมืองสงบ แก้ไขคอร์รัปชัน แต่ปรากฏว่าพอมีรัฐธรรมนูญ 50 ทุกอย่างถูกตั้งมารวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ เพื่อต้องการค้นหาความผิดของคนๆ เดียวจนยอมเอากะลามาครอบคนทั้งประเทศ
ย้อนหลังไปช่วงปี 49 พอมีรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารปุ๊ป นานาชาติไม่ยอมต้อนรับ การลงทุนต่างๆ หยุดชะงัก เพราะไม่มั่นใจในเสถียรภาพ กฎเกณฑ์ และวิธีการ ที่ไม่ได้มาด้วยความชอบธรรม ทั้งที่เราเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เราระบุตัวเองไว้อยู่แล้วว่าเราปกครองในระบอบประชาธิปไตย เรานิยมระบอบนี้ นั่นหมายถึงว่าเราได้บอกคนทั้งโลกแล้วว่า เราจำเป็นต้องยืนตามครรลองวิถีประชาธิปไตย
หมายความว่าประชาชนมีอำนาจเป็นใหญ่ ทุกคนหนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียง ผมมีการศึกษาแค่ไหน ฐานะแบบใด แต่ทุกคนต้องมี 1 สิทธิ 1 เสียง และไม่มีใครสามารถที่จะไปเหยียดใครได้ เพราะทุกคนต้องมีสภาพความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเรา ไม่มีใครสามารถไปเหยียดด้วยผิว ด้วยการศึกษา ด้วยฐานะ ด้วยชนชั้น แต่วันนี้ประเทศไทยผ่านการปฏิวัติประชาธิปไตยโดย อ.ปรีดี (พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร) มากว่า 80 ปี แต่กลับมีการพัฒนาที่ก้าวถอยหลังอย่างเดียว จนถึงขั้นมีผู้มีการศึกษาสูงระดับประเทศ ระดับปริญญาเอกมาพูดเหยียดคน ไม่เข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไร
...ที่เสนอว่าต้องการปฏิรูปการเมืองก่อน แต่หากปฏิรูปไม่ยึดโยงกับการเลือกตั้ง ก็ไม่ต่างจากการทำรัฐประหารที่เป็นวิธีการปฏิรูปประเทศแบบหนึ่ง ที่ตอนนั้นคุณก็มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อที่จะมาเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมาย อีกทั้งดูโมเดลปฏิรูปแล้ว ผมมองว่าคุณไม่สามารถทำได้เลย หากทำได้จริงคุณต้องล้มระบอบนี้ให้ได้ก่อนแล้วก็ประกาศตัวเองว่าคุณเป็นเผด็จการถึงจะทำได้ ถามว่าถ้าคุณคัดสรรกันเอง คุณจะมีจิตใจที่เป็นธรรมแค่ไหน คุณมีดีกรีความเป็น good governance มากแค่ไหน แล้วคุณเอาอำนาจใดมากำหนดประเทศแทนคน 48 ล้านคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง แล้วตัวคุณเองสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ว่าตัวคุณเองดีเลิศ 100% ถ้าคุณเป็นปถุชน ขอร้องเถอะครับไปเลือกตั้ง ขัดแย้งอย่างไรก็ขอให้ใช้ตัวเลขและมติของประชาชนที่วัดได้
ส่วนที่บอกว่าโกงการเลือกตั้ง ถามว่ารัฐบาลที่รักษาการให้จัดการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นใครเป็นรัฐบาล รัฐธรรมนูญปี 50 เกิดจากใคร พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลที่คุมการเลือกตั้งที่ผ่านมา เเละเขาไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขในการสร้างข้อกำหนดกฎเกณฑ์เลยสักครั้ง จึงน่าสงสัยว่าในเมื่ออำนาจรัฐอยู่กับคุณ กฎเกณฑ์คุณเป็นคนกำหนด ร่างขึ้นมาทั้งนั้น แล้วทำไมคุณถึงไปชี้หน้าชาวบ้านว่าโกงการเลือกตั้ง มันไม่มีเหตุผล และตรรรกะที่จะมารองรับคำพูดที่คุณกำลังประณามชาวบ้านอยู่
ดังนั้นวันนี้โดยหลักการแล้ว ผมเห็นว่าต้องมีการเลือกตั้ง หากจะปิดกรุงเทพฯ ผมพูดได้เลยว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทย ประการแรกคุณจะยึด 7 จุด ลดจาก 20 จุด ถามว่าคุณจะมีคนเพียงพอให้คุณยึดแบบนั้นได้หรือ สอง ถ้าคุณยึดได้ คนกรุงเทพฯ จะยอมให้คุณยึดต่อไปหรือไม่ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น แล้วคุณรับผิดชอบได้ไหม ถ้าวันหนึ่งคนไม่ยอมคุณแล้ว แล้วเกิดความอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ จนเกิดการนองเลือดแล้วใครรับผิดชอบ หรือคุณต้องการนองเลือดเพื่อให้ทหารออกมาทำการรัฐประหารใช่หรือไม่ แล้วคุณรับผิดชอบได้ไหมกับประเทศนี้ที่ต้องล่มจมหากเกิดรัฐประหารอีกครั้ง”
วิมล สารมะโน ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ หมายเลข 24 ให้ความเห็นว่า ติดตามการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ตั้งแต่แรก ยอมรับในจุดประสงค์และเป้าหมาย ของผู้ชุมนุมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่ากระบวนการต่อสู้ของ กปปส.ทำไม่ถูกต้องตามกระบวนการ
“คุณจะอ้างมวลมหาประชาชน ต่อให้มาถึง 3 ล้านคนก็จะเรียกว่าเป็นประชาชนทั้งประเทศไม่ได้ ประเทศนี้มันมีกว่า 60 ล้านคน คุณไปถามชาวนา ชาวไร่แล้วหรือ ผมเข้าใจจุดมุ่งหมายที่ดีที่ต้องการเห็นการขจัดคอร์รัปชัน ต้องการเห็นการเลือกตั้งที่เป็นธรรม ปราศจากการซื้อเสียง ผมก็ไม่ได้รังเกียจประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่ได้ต่อว่าเพื่อไทย ผมเข้าใจว่าทุกคนมีเจตนาที่ดีต่อประเทศชาติ เพียงแต่ว่าการต่อสู้ของ กปปส.มันก็ต้องเป็นไปตามกติกาที่วางไว้ด้วย
ท่านสุเทพ (เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.) เองก็เคยเป็นเลขาธิการพรรค ปชป.เป็นอดีต สส.รมต.ถ้าเห็นแก่ความเป็นประเทศชาติ เห็นแก่ระบอบประชาธิปไตย ท่านก็น่าจะเอาสิ่งที่ท่านคิดจะทำมาเป็นนโยบายของ พรรค ปชป.ไม่ใช่ร่วมกันมาบอยคอตการเลือกตั้ง การจะอ้างการปฏิรูปจากคณะที่แต่งตั้ง มันการันตีไม่ได้ว่าจะเป็นผลดี 100% เพราะคนที่เสนอมาคุณคิดหรือว่าเขาจะเป็นพระอรหันต์ มนุษย์คนเราไม่มีใครไม่มีกิเลส ฉะนั้นคนจะดีหรือไม่ดี จะเลวจะชั่วอย่างไร ขอให้ประชาชนเขาเลือกมา แล้วประชาชนเขาจะได้การันตีตัวเองว่า ไอที่ประชาชนเขาเลือกไป ประชาชนจะโทษใครไม่ได้นะ เพราะคุณเลือกเอง เลือก สส. เลือกตัวแทนของคุณเข้าไปเอง ถ้ามันไม่ดี คราวหน้าคุณก็รู้เลยว่า เขาไม่ดี คุณก็เลือกใหม่
ตอนนี้เราต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย เป็นกระบวนการดีที่สุด หลักการของ กปปส.คุณจะเอามา 300+100 แต่เราก็ยังไม่เห็นพิมพ์เขียวคุณเลยว่ามีอะไรบ้าง ถ้าคุณการันตีได้ก็เอามาแจก เผยแพร่เลย 400 ที่ว่ามาจากไหน ทำอะไรบ้าง แล้วมีหลักการคัดสรรยังไง แล้วการขอนายกฯ มาตรา 7 พูดตรงๆ มันเหมือนคุณไปเลือกตั้งแทนคนอื่น เพราะคุณไปชูนายกฯ ของคุณเอง แล้วคุณเอาคน 48 ล้านคนที่มีสิทธิเลือกตั้งไปไว้ที่ไหน
จริงๆ ผมชื่นชมความเป็นสถาบันการเมืองของพรรค ปชป.มาก ผมยังมองว่าต้องการสร้างพรรคประชาธิปไตยใหม่ขึ้นมาให้เป็นสถาบันพรรคการเมืองแบบนี้ แต่การที่ กปปส.และพรรค ปชป.บอกว่า ลงทีไรเพื่อไทยก็ชนะ ต้องถามกลับว่าแล้วทำไมคุณไม่กลับไปดูข้อด้อยตัวเองบ้างว่าตอนที่คุณเป็นรัฐบาลคุณทำอะไรบ้าง คนเราไม่รู้ตัวเองก็ไม่เกิดการพัฒนา คุณต้องกลับไปดูตัวเองว่าคุณแย่ตรงไหน คุณแพ้เพราะอะไร ด้อยตรงไหน แล้วทำไมพรรคเพื่อไทยชนะคุณมาตลอดเพราะอะไร คนเราถ้าไม่ดูตัวเองก็ไม่เกิดการพัฒนา มัวหมอง ขุ่นหมองอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นกลับไปดูตัวเอง แล้วคุณเอานโยบายมาแข่งกัน
วิมล กล่าวด้วยว่า ขอฝากไปถึง กกต.ว่าขอให้ทำหน้าที่ให้เต็มที่เเละให้ดีที่สุดให้เกิดการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นี้
“ทางออกตอนนี้ ผมอยากเรียกร้องว่า กปปส.สามารถแสดงสิทธิในการชุมนุมได้ แต่อย่าดำเนินในลักษณะของการยั่วยุ ปลุกความรุนแรง สร้างความเดือดร้อน จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามมีคนบาดเจ็บ ล้มตาย ผมถามหน่อยว่าแกนนำคุณกล้าเดินไปข้างหน้าไหม ไม่ใช่อยู่ในจุดให้มวลชนล้อม คุณก็รู้ว่าไปแล้วตาย แต่คุณยังสั่งให้ประชาชนไปอีก ดังนั้นคุณต้องประเมินสถานการณ์เห็นแล้วว่าต้องเกิดการปะทะแน่นอน รู้แล้วว่าเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิต แล้วคุณยังจะดึงดันให้ประชาชนไปทำไม” วิมลกล่าวทิ้งท้าย







