
ยุติเงื่อนไขการเกิดสงครามกลางเมือง!
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่พอใจกับข้อเสนอเพื่อการปรองดองที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้ทางแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พิจารณา เหตุผลที่ไม่พอใจมีหลายประการ
ประการแรก การยอมยุบสภาตามข้อเรียกร้องของ นปช. จะกลายเป็นตัวอย่างที่ทำให้มีการใช้วิธีการดังกล่าวกดดันรัฐบาลในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระดมคนมาชุมนุมปิดถนนสร้างความเดือดร้อนละเมิดสิทธิเสรีภาพการใช้ชีวิตและการทำมาหากินของผู้คน หรือใช้กำลังความรุนแรงทำร้ายร่างกายหรือข่มขู่ เช่น การตั้งด่านตรวจประชาชนตามอำเภอใจ การเสนอการยุบสภาก็เท่ากับยอมรับวิธีการดังกล่าว นายกรัฐมนตรีไม่สามารถรักษานิติรัฐไว้ได้ เพราะปล่อยให้กฎหมู่และการชุมนุมที่ไม่สงบและใช้ความรุนแรงอยู่เหนือกฎหมาย
สอง หลายคนคิดว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฝ่ายรัฐบาลมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ที่จะสลายการชุมนุม นอกจากจะไม่ใช้โอกาสนี้แล้ว ยังกลับอ่อนข้อหาทางลงให้แกนนำ นปช. เสียอีก
สาม เมื่อแกนนำ นปช. ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว และหากการชุมนุมแล้ว ปัญหาปริศนากองกำลังชุดดำ รัฐบาลก็ไม่น่าจะสืบสาวราวเรื่องอะไรได้ และหากกองกำลังดังกล่าวเป็นคนในสังกัด นปช. การยอมยุบสภาก็เท่ากับยอมพ่ายแพ้ต่อการใช้กำลังความรุนแรงในการขับเคลื่อนเพื่อเป้าหมายทางการเมือง และหากไม่ใช่คน นปช. และรัฐบาลไม่สามารถสืบสวนจับตัวมาลงโทษได้ ก็ยิ่งเป็นการปล่อยให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศตกอยู่ในสภาวะที่น่าหวาดวิตกสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
สี่ ความชอบธรรมของการชุมนุมของ นปช. กำลังหดหายไปเรื่อยๆ นับจากเหตุการณ์โรงพยาบาลจุฬาฯและยิ่งใกล้วันเปิดเรียนหากยังมีการชุมนุม ก็ยิ่งจะเน่ามากขึ้นและคนที่มาร่วมก็น้อยลงเรื่อยๆ การชุมนุมก็น่าจะล้มเหลวไปในที่สุด หรือหากจะมีการเข้าสลายในช่วงเวลาก่อนเปิดภาคเรียนรัฐบาลก็ย่อมจะได้แรงสนับสนุนจากสังคมส่วนใหญ่อยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องยื่นข้อเสนอเพื่อหาทางลงให้พวกแกนนำแต่อย่างไร
ห้า ในเมื่อรัฐบาลประกาศผังเครือข่ายล้มเจ้าและประกาศว่า แกนนำจำนวนหนึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายแล้ว ทำไมต้องยื่นข้อเสนอเพื่อปรองดองหรือเจรจากับคนที่รัฐบาลเชื่อว่ามุ่งทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์และเป็นผู้ก่อการร้ายด้วยมันไม่ขัดแย้งกันในหลักการหรืออย่างไร
หก คนป่วยที่ต้องสูญเสียชีวิตไปจากการเคลื่อนย้ายออกจากโรงพยาบาลจุฬาฯ ใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ และเมื่อเกิดความเสียหายขนาดนี้รัฐบาลยังจะหาทางปรองดองกับคนเหล่านี้เพื่ออะไร
แน่นอนว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์โรงพยาบาลจุฬาฯ นปช. สูญเสียความชอบธรรมและแนวร่วมไปมาก และได้สร้างความชอบธรรมในการสลายการชุมนุม ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจจะฉกฉวยเป็นโอกาสเข้าสลายการชุมนุมก็ได้ แต่แน่นอนว่า หากเข้าสลายการชุมนุม ย่อมไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตายของคนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทหารตำรวจหรือคนที่มาชุมนุม
ดังนั้น ในสถานการณ์ที่รัฐบาลเป็นต่อนี้ การยื่นข้อเสนอเพื่อให้เกิดการยุติการชุมนุมก็เท่ากับเป็นการให้โอกาสแกนนำได้ไตร่ตรองยุติการชุมนุมเสีย โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องให้เกิดการเสียเลือดเนื้อใดๆ เลย นอกจากนี้ เป็นไปได้ว่า ในการรับมือกับการสลายการชุมนุม แกนนำ นปช. อาจจะใช้วิธีจุดไฟเผาหรือระเบิดถังแก๊สทำลายตึกรามบ้านช่องรวมทั้งชีวิตของผู้คนทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายประชาชน
แต่ที่ผ่านมาแกนนำ นปช. เชื่อว่านายกรัฐมนตรีและผู้นำทหารไม่ต้องการให้มือเปื้อนเลือดมากไปกว่าเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. อีกทั้งฝ่ายรัฐก็ไม่กล้าเสี่ยงกับการทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตผู้คนด้วย แต่หลังจากเหตุการณ์โรงพยาบาลจุฬาฯ แกนนำ นปช. เริ่มรู้สึกแล้วว่าสังคมอาจจะยอมรับให้รัฐบาลเข้าสลายและแม้ว่ามือจะเปื้อนเลือดแต่ก็ยังมีความชอบธรรม
หากเกิดการสลายการชุมนุมขึ้นจริงๆ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและ นปช. อยู่ในสภาพที่ไม่แน่ใจว่าจะมีมือที่สามผสมโรงเพื่อให้เหตุการณ์บานปลายจนเป็นสงครามกลางเมือง จนไม่มีฝ่ายใดคุมสถานการณ์ได้อีกต่อไป ดังนั้น ในเงื่อนไขข้อเสนอที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์โรงพยาบาลจุฬาฯ จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้สำหรับทุกฝ่าย หากแม้นแกนนำ นปช. จะดื้อดึงไม่ยอมรับข้อเสนอ ก็ยิ่งจะเพิ่มความชอบธรรมให้กับฝ่ายรัฐบาลใช้มาตรการสลายการชุมนุม
หากนายกรัฐมนตรีไม่ยื่นข้อเสนอและคิดจะปล่อยให้ นปช. อ่อนแรงไปเอง แน่นอนว่าการปะทะกันระหว่างประชาชนสองฝ่ายก็อาจจะเกิดขึ้นได้ การสลายการชุมนุมอาจจะสลายได้สำเร็จ แต่จะส่งผลให้เกิดการขยายตัวอย่างกว้างขวางของผู้คนที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลได้ นั่นคือสลายได้ แต่ไม่มีทางปราบให้สิ้นซากได้โดยการใช้กำลัง
ดังนั้น การดึงให้แกนนำ นปช. เข้าสู่เวทีห้าประการของนายกรัฐมนตรีให้เป็นจริง โดยกำหนดเป็นวาระแห่งชาติย่อมจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการหาทางออกจากความขัดแย้งและปูทางไปสู่พัฒนาการในอนาคต การทำให้เกิดการยอมรับร่วมกันได้ และนำมาซึ่งการยุติการชุมนุม และการยุบสภาที่รัฐบาลกำหนดเวลาขึ้นเอง โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อกันต่อไปน่าจะเป็นวิธีการที่อารยะกว่าการต้องบาดเจ็บล้มตายและก็ยังไม่รู้ว่าจะลงเอยกันอย่างไร
สำหรับความวิตกว่า การมีการเลียนแบบวิธีการของ นปช.ขึ้นในอนาคตนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าการออก พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ อย่างที่ปรากฏในกฎหมายการชุมนุมของประเทศอังกฤษและหลายๆ ประเทศจะช่วยตัดไฟตั้งแต่ต้นลมได้ แต่ที่ผู้เขียนเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือ ในตอนที่พี่น้อง นปช. ยุติการชุมนุม อาจจะมีมือที่สามเข้าป่วนเพื่อทำให้เกิดการจลาจลได้ รวมทั้งการพยายามที่จะลอบสังหารนายกรัฐมนตรี เพราะคนที่ต้องการให้เกิดสงครามกลางเมืองย่อมผิดหวังอย่างยิ่งต่อการปรองดองที่จะเกิดขึ้น







