
พึ่งกองทัพปฏิวัติเซตซีโร่?
บางทีการปฏิวัติเพื่อให้พ้นจากความขัดแย้งเฉพาะหน้า อาจเป็นทางออกที่รัฐบาลต้องการมากที่สุดอย่างหนึ่ง
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ยิ่งนานวัน ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็แปลกขึ้นทุกที จากเดิมที่เคยยืนยันเสียงแข็งว่าไม่มีรัฐประหารแน่นอน กลายเป็นเสียงที่ไม่ตอบอีกต่อไป รวมถึงมีประโยคแปลกๆ ออกมาจากผู้นำเหล่าทัพคนนี้มากขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามอุปมาอุปไมยอีกากับวัวสันหลังหวะ และมีวรรคทองอย่าง “ถ้าเกิดจลาจล มีประชาชนเจ็บตาย รัฐบาลต้องรับผิดชอบ” เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ประตูของการรัฐประหารอ้าออกขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งในวันนี้ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ออกมาแถลงยืนยันอีกครั้งว่า หากฝ่ายหนึ่งทำผิดกฎหมาย อีกฝ่ายก็จะทำผิดกฎหมายด้วย และใช้วิธีการตอบโต้ด้วยความรุนแรง สุดท้ายประเทศชาติจะเสียหาย คนไทยทุกคนและทหารคงยอมรับไม่ได้ ก็ยิ่งตอกย้ำภาพทหารที่ขึงขังแข็งกร้าวออกมามากขึ้น
ไม่มีใครฟันธงได้อีกต่อไปว่า กองทัพ ซึ่งอยู่ใต้การควบคุมของกระทรวงกลาโหม และมีรัฐมนตรีชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะสวามิภักดิ์กับรัฐบาลอีกต่อไป รวมถึงผู้นำเหล่าทัพที่มีชื่ออยู่ในคลิป “ถั่งเช่า” นั้น ยังคงตั้งมั่นอยู่ในกรมกองเพียงอย่างเดียวหรือไม่
ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า มีความเป็นไปได้สูงที่สถานการณ์จะรุนแรงมากขึ้น แม้จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ก็ตาม แต่การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและรัฐบาลยังคงเข้าสู่จุดที่สุ่มเสี่ยงอีกต่อไป เป็นไปได้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ พ.อ.วินธัย ทำนาย
นอกจากเสียงของผู้นำเหล่าทัพแล้ว ในระดับกองพลก็มีความเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเคลื่อนกำลังกันอย่างคึกคัก โดยทหารแถลงสำทับทุกวันว่า เป็นการเคลื่อนยานเกราะรถถัง เพื่อจัดแสดงในงานวันเด็ก 11 ม.ค.นี้ และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปสวนสนามในวันกองทัพไทย ซึ่งในปีนี้มีความพิเศษ เพราะ ผบ.เหล่าทัพอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) จะเกษียณอายุราชการ จึงต้องจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 25 ม.ค. ไม่ว่าจะมีรัฐประหารหรือไม่ ปีนี้คนไทยได้เห็นรถถังสวนสนามอย่างยิ่งใหญ่เต็มอัตราสูบแน่นอน!
ตลอดช่วงเคลื่อนกำลัง ข่าวลือเกิดขึ้นอย่างหนาหูว่าจะเกิดการรัฐประหารในช่วงวันที่ 11-13 ม.ค.นี้ เพราะไหนๆ ก็นำกำลังพลเคลื่อนมาแล้ว น่าจะยึดอำนาจรัฐเสียเลย บางกระแสข่าวลือด้วยซ้ำว่าครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเอง เพื่อสลายความขัดแย้งทั้งหมด
ณ ขณะนี้ การรัฐประหารจึงไม่ใช่เรื่องที่คนอย่าง ธิดา ถาวรเศรษฐ์ จตุพร พรหมพันธุ์ หรือณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พูดขึ้นมาเพื่อเรียกแขกอีกต่อไป
ทว่า แม้เสียงรัฐประหารจะหนาหูขึ้น แต่ความไม่แน่นอนว่ารัฐประหาร “เพื่อใคร” นั้นน่าสนใจกว่า
หากมองผิวเผิน รัฐประหารอาจได้ใจแกนนำ กปปส. เนื่องจากทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เป็นก้างขวางคออยู่ขณะนี้ รวมถึงการเลือกตั้ง 2 ก.พ. หมดสภาพไปโดยปริยาย ขณะเดียวกัน หากผู้นำรัฐประหารตอบรับข้อเสนอ กปปส. สภาประชาชนก็สามารถตั้งขึ้นง่ายดาย โดยไม่ต้องผ่านกลไกรัฐธรรมนูญมาตรา 3 มาตรา 7 ให้ยุ่งยาก
แต่หากสังเกตคำพูดของบิ๊กอ๊อด พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม กลับน่าสนใจกว่า เพราะบิ๊กอ๊อดลั่นวาจาเองว่าวันนี้ยังไม่ถึงเวลา ถ้าสถานการณ์เลวร้ายขึ้นจนจำเป็นต้องทำงานให้ประเทศชาติและราชบัลลังก์ไว้ค่อยคุยกันอีกครั้ง
แม้กระทั่งณัฐวุฒิเองก็ยังยอมรับที่เวทีปราศรัยที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 7 ม.ค.ล่าสุดว่า “ทหารถ้าไม่ปฏิวัติก็อย่าทำ แต่อยู่เฉยไม่ได้ แต่ต้องบอกให้สุเทพต้องหยุด ท่านจะเป็นกลางได้อย่างไร คนไทยจะเผชิญหน้ากัน ท่านจะอยู่เฉยได้อย่างไร”
เป็นสุ้มเสียงที่แปลกมาก แม้ณัฐวุฒิจะยอมรับในภายหลังว่าไม่ต้องการให้รัฐประหารก็ตาม
เมื่อนำท่าทีของบิ๊กตู่ บิ๊กอ๊อด และณัฐวุฒิ มาผสมกัน ทำให้ข่าวลือเริ่มมากขึ้นว่าทักษิณและยิ่งลักษณ์อาจใช้สถานการณ์ขณะนี้ยืมมือกองทัพปฏิวัติตัวเอง ลดความขัดแย้งเฉพาะหน้า 1 ปี เพื่อเซตซีโร่สถานการณ์ทั้งหมด เพราะหากเดินต่อไปก็จะเจอเดดล็อกทางการเมืองต่อ
เพราะมองรอบด้านแล้ว นอกจากจะต้องเผชิญกับแรงกดดันของ กปปส.ที่หนักข้อขึ้นแล้ว ยังต้องเผชิญกับคมมีดขององค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่รอเชือดไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะโครงการจำนำข้าว รวมถึง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท
บางทีการปฏิวัติเพื่อให้พ้นจากความขัดแย้งเฉพาะหน้า อาจเป็นทางออกที่รัฐบาลต้องการมากที่สุดอย่างหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หากผู้นำเหล่าทัพเลือกรัฐประหารเพื่อแก้ความขัดแย้งเฉพาะหน้าจริง แต่ในอนาคตจะต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักหน่วงแน่นอน เพราะจะต้องเผชิญหน้ากับทั้งผู้ชุมนุม กปปส.และคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งที่จะออกมาต่อต้านการเอาอำนาจกลับไปให้ทหาร ขณะเดียวกัน ภาคเศรษฐกิจ รวมถึงนานาชาติเองก็ไม่ยอมรับรัฐประหารอีกแล้วใน พ.ศ.นี้
นอกจากนี้ การรัฐประหารเพื่อคนใดคนหนึ่ง แน่นอนว่าไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ และจะทำให้ประเทศเข้าสู่จุดที่เขม็งเกลียว ใกล้แตกหักมากขึ้น จนผู้นำเหล่าทัพที่จะเกษียณอายุราชการสบายๆ พร้อมกันในเดือน ก.ย.นี้ ลงจากเก้าอี้ลำบากขึ้น
แม้ว่าเส้นทางของรัฐบาลจะถูกกดดันมากขึ้น และสถานการณ์ภาพรวมจะสุ่มเสี่ยงต่อการปะทะกัน แต่นาทีนี้ทางออกของประเทศควรอยู่ห่างการรัฐประหารให้มากที่สุด







