เรื่องไม่ประสบความสำเร็จ
ในช่วง 4 ปีที่ผมปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย
ในช่วง 4 ปีที่ผมปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทยนั้น ผมภูมิใจในผลงานหลายเรื่อง แต่ที่จะขอกล่าวในที่นี้คือ ความผิดหวังต่อเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ถือว่าทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมและวิถีชีวิตของคนไทยในปัจจุบันและอนาคตอย่างยิ่ง
เรื่องนี้คือเรื่องการค้าปลีกและบทบาทของบริษัทการค้าจากบริษัทข้ามชาติในระบบใหม่ เช่น บริษัท เทสโก้ โลตัส บริษัท คาร์ฟูร์ บริษัท แม็คโคร และบิ๊กซี เป็นต้น
บริษัทค้าปลีกในระบบใหม่นี้เป็นวิวัฒนาการมาจากโลกตะวันตกและประเทศที่เจริญแล้ว
บริษัทเหล่านี้สามารถให้บริการต่อผู้บริโภคด้วยราคาสินค้าที่ต่ำและสะดวกสบาย เริ่มต้นด้วยการตั้งสถานการค้าอยู่ในที่ ที่ห่างจากชุมชน กว้างขวาง สะดวกต่อการจอดรถเพื่อผู้ใช้บริการสามารถมาซื้อของในจำนวนมากๆ เพื่อใช้เองหรือไปจำหน่ายต่อ
ระยะแรกๆ เป็นบริการใหม่ที่ผู้บริโภคและผู้ขายปลีกรายย่อยได้ประโยชน์และนิยมชมชอบ ผู้ค้าปลีกรายย่อยหรือที่เรียกกันติดปากตามศัพท์ภาษาจีนที่เรียกว่า “โชห่วย” ที่อยู่ตามชุมชนทั่วๆ ไป มีทางเลือกในการซื้อสินค้ามาจำหน่ายต่อเพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องซื้อจากพ่อค้าคนกลางหรือผู้ผลิตโดยตรงเช่นในอดีต แต่อาจมาเลือกซื้อสินค้าบางตัวจากบริษัทค้าปลีกระบบใหม่นี้ได้ในราคาที่ถูกกว่า สาเหตุที่บริษัทเหล่านี้สามารถจำหน่ายสินค้าที่อาจถูกกว่าผู้ผลิตโดยตรงได้ เพราะเขามีอำนาจการต่อรองสูงจากการที่ซื้อของเป็นจำนวนมากๆ ในแต่ละครั้ง ดังนั้นผู้ผลิตใหญ่หลายๆ รายจำเป็นที่ต้องลดราคาลงมาแข่งขันเพื่อให้ได้ธุรกิจ ถือว่าเป็นการสร้างประสิทธิภาพในระบบการค้าปลีกจากต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ และผู้บริโภคคือผู้ได้รับประโยชน์ในที่สุด
ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามนี้ ทุกฝ่ายก็ได้รับประโยชน์ร่วมกันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่หลักธรรมชาติของการแข่งขันนั้น ถ้าไม่มีกติกาที่จัดระเบียบที่เป็นธรรม คนใหญ่จะได้เปรียบคนเล็ก ปลาใหญ่จะกินปลาเล็ก และในที่สุดความสมดุลของระบบจะเริ่มถดถอยจนเกิดการล่มสลายของบางส่วนของระบบได้
ประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันและการค้าขายที่เป็นธรรม แต่กฎหมายบางฉบับไม่มีการบังคับใช้อย่างเข้มงวดหรือมีความล้าหลัง เพราะไม่มีการแก้ไขให้ทันสมัย เมื่อเหตุการณ์และสภาพธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาของระบบค้าปลีกสมัยใหม่ที่จะกล่าวต่อไป
ในช่วงปี 2540 เศษๆ หลังจากที่เศรษฐกิจประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจล่มสลายเพราะสาเหตุต้มยำกุ้งที่โด่งดังแล้ว ระบบค้าปลีกสมัยใหม่เริ่มมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ทั้งจากต้นน้ำคือผู้ผลิตสินค้าและปลายน้ำคือผู้ค้าปลีกรายย่อยต่างๆ
ผู้ผลิตสินค้าที่จำหน่ายให้กับบริษัทค้าปลีกข้ามชาติร้องเรียนว่าถูกกดดันอย่างไม่เป็นธรรมจากข้อเรียกร้องต่างๆ ของบริษัทค้าปลีก
ขณะที่พวกพ่อค้าโชห่วยเริ่มร้องเรียนว่าพื้นที่ทำกินถูกเบียดเบียนโดยบริษัทค้าปลีกข้ามชาติที่กระจายสาขาไปตั้งในใจกลางเมือง และมีการเปิดร้านค้าย่อยของตนเองตามอำเภอต่างๆ ทำให้ร้านโชห่วยท้องถิ่นไม่สามารถแข่งขันได้ และจะสูญพันธุ์ไป
ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ กรรมการรองเลขาธิการ หอการค้าไทย เป็นผู้สนใจและติดตามปัญหานี้มาตลอด จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนหอการค้าไทยร่วมแก้ไขปัญหาค้าปลีกนี้
ต่อมาภายหลังคุณจิตร์โดนฟ้องคดีอาญาควบแพ่งในข้อหาหมิ่นประมาท โดยบริษัท เทสโก้ โลตัส เรียกร้องค่าเสียหาย 1,000 ล้านบาท โดยเทสโก้กล่าวหาว่าคุณจิตร์ไปบรรยายในที่ต่างๆ ว่าบริษัทค้าปลีกต่างชาติมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้และค้าขายไม่เป็นธรรม ทั้งที่สิ่งที่คุณจิตร์นำไปบรรยายนั้นเป็นข้อมูลที่เก็บมาจากสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ มิใช่คำพูดของตนเอง ในที่สุดศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาได้ตัดสินยกฟ้องไปแล้ว
เวลานั้นหอการค้าไทยเปิดรับฟังข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ถึงประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะ มีการประชุมแยกกลุ่มและรวมกลุ่มหลายครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกภาคส่วนมีโอกาสได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้
ในที่สุดก็มีมติว่าควรมีการร่างกฎหมายค้าปลีกฉบับใหม่ ที่ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและให้อยู่ร่วมกันได้
หอการค้าไทยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ยกร่างกฎหมายดังกล่าว และนำเข้าเป็นวาระให้รัฐบาลเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในปี 2550 ในขณะนั้นผมทำหน้าที่ทั้งประธานหอการค้าไทยและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติร่วมกับ ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ แต่ก็ไม่สามารถผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้ผ่านออกมาได้ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐบาลใหม่
เป็นความอ่อนหัดทางการเมืองที่เป็นบทเรียนที่สำคัญ
หลังจากนั้นไม่มีรัฐบาลไหนที่ให้ความสนใจกับปัญหานี้ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดที่ขาดการถ่วงดุล ณ ขณะนี้ถึงจะมีกฎหมายออกมาใหม่ บางเรื่องก็ล่วงเลยเวลาที่จะแก้ไขไปแล้ว ทำนองว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ไปแล้ว
เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสังคมและวิถีชีวิตของคนไทย ที่เกี่ยวกับระบบค้าปลีกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ระบบโชห่วยจะ สูญพันธุ์จริงหรือไม่ และการสร้างผู้ประกอบการเล็กๆ ของประเทศในอนาคตจะมาจากไหน
เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์จริงๆ ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลดีหรือร้ายประการใด
นี่เป็นเรื่องที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จและผมยังผิดหวังมาอยู่จนถึงทุกวันนี้
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







