posttoday
นักวิชาการหนุน 'ปฏิรูปไม่เอาปฏิวัติ'

นักวิชาการหนุน 'ปฏิรูปไม่เอาปฏิวัติ'

11 มกราคม 2557

นับเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ที่สุดของนักวิชาการและเอ็นจีโอ เพื่อจัดตั้งเครือข่าย “2 เอา 2 ไม่เอา”

นับเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ที่สุดของนักวิชาการและเอ็นจีโอ เพื่อจัดตั้งเครือข่าย “2 เอา 2 ไม่เอา” โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่น่าสนใจคือครั้งนี้ ผู้อาวุโสอย่าง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตผู้นำนักศึกษายุค 14 ต.ค. 2516 ออกโรงนำเอง รวมถึงมีสายวิชาการอย่าง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เข้าร่วมด้วย

ส่วนกลุ่มอื่นๆ ที่เข้าร่วม อาทิ สมัชชาคนจน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มวลมหาประชาคุย เครือข่ายสลัม 4 ภาค สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)

ทั้งนี้ เนื้อหาในแถลงการณ์ ระบุว่า เครือข่ายคัดค้านรัฐประหาร คัดค้านความรุนแรงทุกรูปแบบ เคารพการใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปบนวิถีทางประชาธิปไตย

“พวกเราเห็นว่าพรรคการเมืองทุกพรรคต้องแสดงเจตจำนงและให้สัญญาประชาคมที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยไม่กีดกันคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เคารพในความแตกต่าง หลากหลาย สร้างกลไกที่ประชาชนมีส่วนร่วม มีกลไกตรวจสอบติดตามเพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างฝ่ายการเมืองกับประชาชน และลดเงื่อนไขที่จะนำสังคมไปสู่ภาวะเผด็จการเสียงข้างมาก และเผด็จการเสียงข้างน้อย” แถลงการณ์ระบุ

นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังระบุว่า จะดำเนินการจัดเวทีพลเมืองปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสร้างบทสนทนาเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ประชาชนมีส่วนร่วมต่อไป

เสกสรรค์ กล่าวว่า เป็นความต้องการปกติของมนุษย์ที่พยายามปฏิรูปสังคมที่เราสังกัดอยู่ กระแสปฏิรูปเกิดขึ้นเวลานี้ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นเรื่องดีที่เราต้องต้อนรับ เพราะกำลังบอกว่าสังคมของเราต้องปรับสมดุลอีกครั้งหนึ่ง

“การปฏิรูปจำเป็นต้องรับฟังประชาชนทุกหมู่เหล่า เพื่อหาประเด็นและสาระของการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การปฏิรูปประเทศมีผลลัพธ์ทั้งด้านบวก ลบ คนที่ได้เปรียบก็ต้องลดการได้เปรียบลง ขณะที่คนเสียเปรียบก็ต้องได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม คงต้องระมัดระวังไม่สามารถใช้วิธีการนอกกรอบประชาธิปไตยได้ เพราะไม่สามารถนำไปสู่ฉันทามติได้ และอาจนำไปสู่การกระทบกระทั่ง” อดีตผู้นำนักศึกษา 14 ตุลาฯ ระบุ

เสกสรรค์ กล่าวอีกว่า แม้การเลือกตั้งจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการหาฉันทามติ แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะหากต้องการให้ภาครัฐและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมกันทำให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก รัฐบาลก็สมควรจะได้รับฉันทามติจากคนส่วนใหญ่ก่อน ทั้งนี้ ไม่ใช่การมอบอำนาจให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในการปฏิรูป เพราะสังคมไม่อาจปฏิรูปจากบนลงมาเพียงข้างเดียว แต่ต้องมีคนข้างล่างส่งขึ้นไป โดยให้รัฐบาลเป็นผู้ขานรับ สิ่งนี้ทำไม่ได้ถ้าไม่มีระบอบประชาธิปไตย เพราะจะเกิดความขัดแย้งเพิ่ม

“กระบวนการปฏิรูปจำเป็นต้องปราศจากความรุนแรงมารบกวน และปราศจากกระบวนการนอกระบบ สังคมไทยกำลังเดินบนปากปล่องภูเขาไฟ เราต้องมีสติ ไม่อนุญาตให้ตนเองพลัดตกลงไปในหล่มที่ไม่อาจกลับคืนมาได้ และต้องหวังอย่างเดียวคือสติและปัญญา เพราะเวลานี้สภาพบ้านเมือง กลไกรัฐไปคนละทิศทาง ประชาชนรู้สึกว้าเหว่ เหมือนไม่มีคนคุ้มครอง เลยเวลานั้นไปถึงขั้นประชาชนป้องกันตัวเองเป็นเรื่องน่ากลัว ต้องมีสติและปัญญาในการถอยจากสิ่งเหล่านี้” เสกสรรค์ กล่าว

นอกจากนี้ยังมีผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ อาทิ ศ.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอาวุโส ศ.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ นักวิชาการกลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และสารี อ๋องสมหวัง ในฐานะตัวแทนกลุ่มโลกสวยเพื่อการปฏิรูป เป็นต้น

อีกด้านหนึ่งสภาทนายความได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2/2557 สนับสนุนการใช้อำนาจของประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 เพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศ โดยมีสาระสำคัญคือ สภาพรัฐบาลในขณะนี้ไม่มีอำนาจในการบริหารกิจการบ้านเมืองได้ หากปล่อยให้ยืดเยื้อเสียเวลาต่อไปก็คงไม่เป็นผลดีแก่ประเทศ

ดังนั้น หากประชาชนอาสาปฏิรูปเองขออำนาจอธิปไตยมาจัดการชั่วคราวด้วยเป้าประสงค์ที่จะถอนรากถอนโคนของระบบการบริหารและนิติบัญญัติที่ใช้อำนาจ โดยไม่สุจริตตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่แตกต่างอะไร ทำให้ความจำเป็นในการใช้มาตรา 3 และมาตรา 7 ของประชาชนจึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับหลักการของรัฐธรรมนูญเหมือนเช่น การปฏิวัติโดยใช้กำลังทหารในอดีตที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้เป็นการปฏิรูปแบบมือเปล่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท