
ธกส.ยิ่งสนองรัฐฐานะยิ่งอ่อนแอ
ผลจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวที่แพงเกินกว่าราคาตลาดกำลังกระเทือนต่อพันธกิจหลักของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ผลจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวที่แพงเกินกว่าราคาตลาดกำลังกระเทือนต่อพันธกิจหลักของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ต้องการก้าวสู่การเป็นธนาคารพัฒนาชนบทเต็มรูปแบบ โดยมีพันธกิจสำคัญๆ คือการให้บริการสินเชื่อครบวงจร เพื่อเสริมสร้างโอกาสในการพัฒนาขีดความสามารถการผลิต พัฒนาการเรียนรู้ด้านการจัดการทรัพยากร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร ชุมชนและสถาบันเกษตรกร
ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เตรีมทำแผนบริหารสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือแบงก์รัฐระยะที่ 2 มีข้อเสนอแนะให้ ธ.ก.ส. ต้องเพิ่มบทบาทการเป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาชนบท เช่น การให้บริการระดับฐานรากเพิ่มขึ้น ในส่วนของรายย่อยในชนบทและการให้สินเชื่อห่วงโซ่อุปทานการเกษตร เป็นการสะท้อนการทำงานของ ธ.ก.ส.ที่ผ่านมาว่ายังไม่เข้าถึงบทบาทการเป็นธนาคารพัฒนาชนบทเต็มรูปแบบอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้
นั่นเป็นเพราะในช่วงกว่า 2 ปี ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศได้เดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวอย่างเต็มที่ตั้งแต่ฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 2555/2556 และ 2556/2557 โดยทั้งหยิบยืมสภาพคล่องและใช้ ธ.ก.ส.เป็นเคาน์เตอร์ในการจ่ายเงินรับจำนำไปแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ หากมาชั่งน้ำหนักระหว่างการปล่อยสินเชื่อปกติและการดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐบาล จะพบว่าที่ ธ.ก.ส. มีการแยกออกมาเป็น 2 บัญชี คือ บัญชีนโยบายรัฐ(พีเอสเอ) ปรากฏว่าเงินที่ใช้จำนำข้าวใน3 ฤดูกาลผลิตไปกว่า 7 แสนล้านบาท
แถมมีลูกหนี้รอการชดใช้โครงการนโยบายรัฐอีกกว่า 1.87 แสนล้านบาท
เมื่อรวม 2 โครงการนี้จะทำให้บัญชีพีเอสเอของ ธ.ก.ส. มีวงเงินกว่า 8.87 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8090% เมื่อเทียบกับบัญชีลูกหนี้สินเชื่อปกติของธนาคาร ซึ่งยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ระดับ 9 แสนล้านบาท
นั่นสะท้อนว่าบัญชีปกติในการให้บริการทางการเงินแก่เกษตรกรในระดับฐานรากของธนาคารแห่งนี้ที่แท้จริงยืนอยู่แค่ 2 แสนล้านบาทเท่านั้น
ทั้งนี้ ในรายงานประกอบงบการเงินของปีบัญชี 2555 (เม.ย. 2555มี.ค. 2556) ของ ธ.ก.ส. ระบุว่า ธ.ก.ส.ได้ดำเนินงานโครงการสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล อาทิ โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร โครงการรับจำนำข้าวเปลือกและมันสำปะหลัง ปีการผลิต 2555/2556 โครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อยและประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้คงค้างต่ำกว่า5 แสนบาท โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ซึ่งผลการดำเนินงานในปีบัญชี 2555 ธ.ก.ส.ได้สนับสนุนสินเชื่อเป็นยอดรวมทั้งสิ้น 8.76 แสนล้านบาท มีเกษตรกรได้รับบริการสินเชื่อรวมทั้งสิ้น 7.47 ล้านครัวเรือน
ขณะที่ธนาคารมีฐานเงินฝากรวมทั้งสิ้น 1 ล้านล้านบาท มีสินทรัพย์รวม 1.19 ล้านล้านบาท มีรายได้รวม 6.69 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 9,087 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ในปีบัญชี 2555 ธ.ก.ส.มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 4.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,746 ล้านบาท หรือ 9.78% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7,441 ล้านบาท เพราะมีเงินให้สินเชื่อสูงกว่าปีก่อน 19.19%
ขณะที่การที่ธนาคารนำสภาพคล่องมาจ่ายสินเชื่อโครงการรับจำนำผลิตผลของรัฐบาลทำให้รายได้ดอกเบี้ยจากรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินลดลง 35.82%
สะท้อนให้เห็นว่ารอบการหมุนของเงินที่ใช้ในการจำนำข้าวร่วม 8 แสนล้านบาทนั้นรวดเร็วเสียจนธนาคารไม่สามารถนำเงินก้อนดังกล่าวไปบริหารจัดการเพื่อสร้างรายได้เยี่ยงการบริหารเงินตามปกติของระบบธนาคาร ที่จะนำเงินสดและสภาพคล่องส่วนเกินจากรายรับและรายจ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละวันไปปล่อยกู้ในตลาดเงิน หรือการปล่อยกู้ระหว่างธนาคาร หรือนำเงินฝากไปลงทุนในตลาดพันธบัตร
สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน6,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,442 ล้านบาท หรือ 108.99% เนื่องจาก ธ.ก.ส.ดำเนินงานโครงการรับจำนำผลิตผลเป็นจำนวนมาก ทำให้มีรายได้จากการดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้น 3,063 ล้านบาท และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 379 ล้านบาท
แม้จะดูเผินๆ ว่า จากกำไรที่ระดับ 9,087 ล้านบาทนั้น รายได้มากกว่าครึ่งมาจากเงินดอกเบี้ยของเงินที่ถูกยืมและค่าบริหารจัดการในโครงการรับจำนำ ก็ไม่ได้ทำให้ภาพรวมสถานะทางการเงินของ ธ.ก.ส.ดูเข้มแข็ง
เพราะ ธ.ก.ส.ต้องถูกยืมสภาพคล่องกว่าแสนล้านบาท และต้องกู้เงินเพื่อเอามาจ่ายจำนำข้าวตามกรอบ คือ 4.1 แสนล้านบาททำให้มีภาระดอกเบี้ยที่ต้องควักจ่ายแทนรัฐบาลปีๆ หนึ่งเป็นเงินไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท
แม้จะอ้างว่ารัฐบาลจะตั้งงบประมาณมาชดใช้คืนทีหลัง แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ธ.ก.ส.ต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อนและรอให้รัฐบาลเจียดเงินมาให้ด้วยการตั้งงบประมาณในปีต่อไปมาใช้หนี้คืนในแต่ละปี แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้เต็มวงเงินที่ร้องขอสักที
รายได้ของธนาคารที่มีคือ สัญญากระดาษเปล่าที่รัฐบาลมีพันธะว่าจะจัดสรรงบประมาณให้เท่านั้น
เรียกว่า ได้เช็คแต่ขึ้นเงินไม่ได้...
และล่าสุด ธ.ก.ส.ต้องเผชิญกับปัญหาเงินฝากไหลออก ลูกค้ารายใหญ่เริ่มถอนเงินออกเพราะกลัวความไม่มั่นคง เกรงเจอรัฐบาลล้วงตับเอาเงินสภาพคล่องปกติไปใช้ เพราะรัฐบาลเองก็หน้ามืด แม้จะไม่มีอำนาจเพราะเป็นรัฐบาลรักษาการ จะไปกู้ยืมอะไรก็เซ็นลงนามไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาชาวนาเอาใบประทวนมาขึ้นเงินแล้ว 1.5 แสนล้านบาท ทำให้ต้องขยายกรอบวงเงินรับจำนำนาปีออกเป็น 1.9 แสนล้านบาทจากเดิมที่คาดว่าจะใช้เงินเพียง 1.6 แสนล้านบาท
ขณะที่ ธ.ก.ส.วิ่งหาเงินได้เต็มที่แค่ 1แสนล้านบาท จ่ายไปแล้ว 4 หมื่นล้านบาท ส่วนเงินที่ยังต้องหาอีก 9 หมื่นล้านบาท ทำให้ ธ.ก.ส.ยังไม่พ้นจุดอันตราย เพราะเกรงว่ารัฐบาลจะมารีดเอาสภาพคล่องไปอีก
แม้ว่ากระทรวงการคลังจะยืนยันว่ารัฐบาลเตรียมดึงเงินจากรัฐวิสาหกิจจากแหล่งอื่นมาฝากกับ ธ.ก.ส. เพื่อให้เอาเงินส่วนนี้ไปใช้จำนำข้าว เพื่อไม่ให้กระเทือนต่อลูกค้าเงินฝากของ ธ.ก.ส.
ปัญหาคือ คนที่จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราที่รัฐวิสาหกิจต้องขอบวกความเสี่ยงนั่นก็คือ ธ.ก.ส. และไม่ว่ารัฐบาลจะวิ่งหาทางออกทางใด ธ.ก.ส. ก็ได้รับผลกระทบทั้งขึ้นทั้งร่องไปเต็มๆ แต่ก็ถือว่ายังโชคดีที่ ธ.ก.ส.เป็นแบงก์เกษตรเพียงหนึ่งเดียวของประเทศนี้ ทำให้ ธ.ก.ส.มีข้อได้เปรียบเรื่องการแข่งขันที่ไร้คู่แข่ง เพราะฐานเกษตรกรกว่า 7 ล้านครัวเรือน พร้อมเข้าใช้บริการของ ธ.ก.ส. ทำให้ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อต่อปีมีอัตรการขยายตัวที่ระดับกว่า1 แสนล้านบาทแบบสบายๆ
แต่จากการที่รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวแพงต่อ เชื่อว่าอีกไม่เกิน 1 ปีนับจากนี้ไป ฐานะทางการเงินของ ธ.ก.ส.จะเริ่มมีปัญหา ทั้งเรื่องคุณภาพสินทรัพย์และเงินฝากที่จะเริ่มไหลออกไปหาแบงก์รัฐอื่นที่มั่นคงกว่าแน่นอน
แถมรายได้ที่เกิดจากการแปะโป้งไว้ของรัฐบาลจะกัดกร่อนให้ธนาคารแห่งนี้มีแต่สินทรัพย์ที่รอการขึ้นเงินขึ้น แต่จะไร้ซึ่งเงินสดในการบริหารจัดการเหมือนธนาคารอื่นๆอย่างแน่นอน
ถ้าไม่เชื่อโปรดรอดูกัน...







