
ยกคำร้องผู้สมัครสส.นครศรีฯชี้หน้าที่กกต.
ศาลฏีกาฯยกคำร้องคดีแรกว่าที่ผู้สมัครสส.เขตนครศรีฯ พรรคประชาสามัคคี ขอคุ้มครองสิทธิเลือกตั้ง หลังโดนม็อบขวางสมัครไม่ได้ ชี้เป็นอำนาจกกต.
ศาลฏีกาฯยกคำร้องคดีแรกว่าที่ผู้สมัครสส.เขตนครศรีฯ พรรคประชาสามัคคี ขอคุ้มครองสิทธิเลือกตั้ง หลังโดนม็อบขวางสมัครไม่ได้ ชี้เป็นอำนาจกกต.
เวลา 15.00 น. วันที่ 9 ม.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลได้มีคำสั่งการวินิจฉัยสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง คดีหมายเลขดำ ลต.1/2557 ที่นายจิรยุทธ สุดจิตร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาสามัคคี ยื่นคำร้อง เพื่อขอให้วินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง โดยมี ผอ.การเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้ถูกกล่าวหา
ตามคำร้องนายจิรยุทธ เมื่อวันที่ 6 ม.ค.57 สรุปว่า ในวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ผู้ร้องได้เดินทางจะไปยื่นใบรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งสถานที่สมัครอยู่ภายในกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 (ค่ายศรีนครินทรา) ม.7 ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช แต่ผู้ร้องไม่สามารถเข้าไปสมัครได้ เนื่องจากมีกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงขัดขวางการสมัคร ดังนั้นผู้ร้องจึงเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.ทุ่งสง พร้อมกับได้แสดงหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคประชาสามัคคีที่ให้เห็นว่าเป็นผู้ส่งผู้ร้องเข้าสมัครรับเลือกตั้งและหลักฐานการสมัครอื่นครบถ้วน จึงขอให้ศาลฎีกา ฯ มีคำสั่งให้ผู้ร้อง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เขตเลือกตั้งที่ 7 จ.นครศรีธรรมราช
โดยศาลฎีกา ฯ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 219 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้ง ส.ส. แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็บัญญัติไว้เป็นการทั่วไป ส่วนการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งใดๆ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนั้น ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ด้วย ซึ่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ( ส.ว.) พ.ศ.2550 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง ก็ได้บัญญัติไว้ว่า กรณีที่ผู้สมัครรายใดไม่มีชื่อ เป็นผู้สมัครในประกาศของผอ.การเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งมาตรา 37 ให้ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และถ้าศาลมีคำสั่งให้รับสมัครได้ก็ให้ประกาศชื่อผู้นั้น ตามมาตรา 37 แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติก่อนทราบคำสั่งศาล
และมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ยังบัญญัติว่า เมื่อ ผอ.การเลือกตั้งประจำเขตฯ ได้รับใบสมัครของผู้สมัครสังกัดพรรคการเมืองใดแล้ว ให้ลงบันทึกการรับสมัครไว้เป็นหลักฐาน และออกใบรับให้แก่ผู้สมัครพรรคการเมืองนั้นเรียงตามลำดับการยื่นใบสมัคร ตามที่บัญญัติในมาตรา 36 และให้ ผอ.การเลือกตั้งประจำเขตฯ ตรวจสอบหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร รวมทั้งสอบสวนว่าผู้สมัครมีสิทธิจะสมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่โดยให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันปิดการรับสมัคร ถ้าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งได้ก็ให้ประกาศรับสมัครไว้โดยเปิดเผย จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้มีคำสั่งตามมาตรา 39 นั้นต้องเป็นผู้สมัครที่ไม่มีชื่อตามประกาศของ ผอ.การเลือกตั้งประจำเขตฯ ตามมาตรา 37 ซึ่งหมายถึงผู้สมัครนั้น จะต้องเป็นผู้ที่ผอ.การเลือกตั้งประจำเขตฯ ได้รับใบสมัคร ลงบันทึกการรับสมัครไว้เป็นหลักฐานและออกใบรับให้แก่ผู้นั้นแล้ว ต่อมา เมื่อ ผอ.การเลือกตั้งประจำเขตฯ ตรวจสอบหลักฐานการสมัครและสอบสวนแล้วเห็นว่า ผู้นั้นไม่มีสิทธิที่จะรับสมัครเลือกตั้งและไม่ประกาศชื่อ ผู้นั้นจึงจะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้สมัครได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแล้ว
แต่กรณีของผู้ร้องดังกล่าว ยังไม่ผ่านขั้นตอนการยื่นใบสมัครจึงไม่มีการลงบันทึกการรับสมัครไว้เป็นหลักฐานและไม่มีการออกใบรับรองให้ อีกทั้งผู้ร้องยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบว่ามีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามอื่นหรือไม่ เมื่อผู้ร้องยังไม่ใช่ผู้สมัครที่ผ่านขั้นตอนการรับสมัครโดยครบถ้วนตามมาตรา 37 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
ส่วนที่ผู้ร้อง ขอให้ศาลถือรายงานประจำวัน ของ สภ.ทุ่งสง เป็นการยื่นใบสมัครนั้น เห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ฯ ปี 2550 ซึ่งมาตรา 235 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า กกต.เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัด หรือจัดให้มีการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่ง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ส.ส.ฯ มาตรา 36 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง ยื่นใบสมัครต่อ ผอ.การเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งนั้น ณ สถานที่ที่กำหนด ภายในระยะเวลาสมัคร ดังนั้นการที่ผู้ร้อง ไม่สามารถยื่นใบสมัครต่อ ผอ.การเลือกตั้งประจำเขตฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนด จากเหตุที่มีผู้ชุมนุมประท้วงขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้ง จึงเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ ฯ ที่จะต้องควบคุมและดำเนินการจัดมีการเลือกตั้ง ส.ส.ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมต่อไป ไม่ใช่กรณีที่ผู้สมัครจะมายื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ฯ ในการจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งคำขอให้ศาลฎีกา มีคำสั่งถือเอารายงานประจำวัน ของ สภ.ทุ่งสง เป็นการยื่นใบสมัครนั้น ก็ไม่ต้องด้วยบทกฎหมายใดที่ให้อำนาจผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาพิจารณา จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลฎีกา ฯ วินิจฉัยและมีคำสั่งแล้ว ก็ได้ปิดประกาศคำสั่งไว้ที่หน้าศาล และให้คำสั่งดังกล่าวมีผลทันที ทั้งนี้ส่วนคำร้องของกลุ่ม ว่าที่ผู้สมัครพรรคชาติพัฒนา , พรรคชาติไทยพัฒนา , พรรคภูมิใจไทย , พรรคเพื่อไทย และพรรคเล็กต่างๆ ที่ยื่นให้ศาลฎีกา ฯ วินิจฉัยกรณีเดียวกัน ที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 6 - 9 ม.ค.นี้ รวม 107 คดี ศาลฎีกา ฯ จะทยอยแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งหมดทราบโดยเร็วต่อไป







