
ประชาชนจะไม่ยอมอดทนอีกต่อไป
ในขณะที่ในประเทศไทย มวลชนจำนวนนับล้านๆ คนออกมาต่อต้านรัฐบาล เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ส่วนนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันว่าไม่ลาออก และต้องมีการเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ในประเทศอื่น เช่น กัมพูชา บังกลาเทศ ยูเครน ก็มีการชุมนุมของมวลชนต่อต้านรัฐบาลและเรียกร้องให้ผู้นำฝ่ายบริหารลาออกเช่นกัน ทุกรัฐบาลใช้กำลังเข้าปราบปรามฝูงชนเหล่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษาว่าทำไมระยะนี้ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาประชาธิปไตยทั้งหลายจึงออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ในขณะที่ในประเทศไทย มวลชนจำนวนนับล้านๆ คนออกมาต่อต้านรัฐบาล เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ส่วนนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันว่าไม่ลาออก และต้องมีการเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ในประเทศอื่น เช่น กัมพูชา บังกลาเทศ ยูเครน ก็มีการชุมนุมของมวลชนต่อต้านรัฐบาลและเรียกร้องให้ผู้นำฝ่ายบริหารลาออกเช่นกัน ทุกรัฐบาลใช้กำลังเข้าปราบปรามฝูงชนเหล่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษาว่าทำไมระยะนี้ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาประชาธิปไตยทั้งหลายจึงออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
เราเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านของเราก่อนคือ กัมพูชา ที่มีคู่ขัดแย้งหลักคือ นายกรัฐมนตรีฮุนเซน ซึ่งครองอำนาจมากว่า 28 ปี (และประกาศว่าจะเป็นต่อไปจนอายุ 74 ปี ปัจจุบันอายุ 61 ปีเต็ม) ผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่ถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตมากมายและยึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จบริหารประเทศแบบเผด็จการประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ กับ สม รังสี หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ที่นำมวลชนออกมาชุมนุมต่อต้านโดยใช้ประเด็นกล่าวหาว่าทุจริตการเลือกตั้งเป็นตัวจุดประกาย มวลชนได้ยึดเอาสวนสาธารณะใจกลางกรุงพนมเปญเป็นที่มั่นตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2556 แกนนำฝ่ายค้านและผู้ชุมนุมขู่จะปิดถนนใหญ่ทุกสายที่มุ่งสู่กรุงพนมเปญ และยึดที่ทำการรัฐบาลทุกแห่ง
ฝ่ายค้านและมวลชนซึ่งอ้างว่าต้องการ “เปลี่ยนแปลง” ประเทศ ได้เรียกร้อง “ให้นายกรัฐมนตรีฮุนเซนลาออกและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่” ในขณะที่ฮุนเซนยืนยันว่า “เขาเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ หากจะลงจากตำแหน่งก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นคำอ้างที่ฮิตมากสำหรับผู้นำเผด็จการประชาธิปไตย เขากล่าวหาผู้ชุมนุมประท้วงว่า บ่อนทำลาย “ความมั่นคงของชาติ” เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการสั่ง ตำรวจปราบจลาจลสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงจนมีคนตาย 4 คน รัฐบาลบังคับให้ผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญ ออกคำสั่งห้ามชุมนุมในสวนสันติภาพและในที่สาธารณะ และห้ามเดินขบวนตามถนนสายต่างๆ ในกรุงพนมเปญ ส่วนกองทัพกัมพูชานั้นได้ประกาศเลือกข้างรัฐบาลอย่างชัดเจน ซึ่งคงไม่ต้องแปลกใจเพราะลูกชายคนโตของฮุนเซนคุมกองทัพเขมร
แม้ถูกรัฐบาลปราบปรามอย่างรุนแรง แต่ สม รังสี ประกาศเดินหน้าประท้วงรัฐบาลต่อ และประกาศว่า จะไม่ยอมติดกับดักต่อแผนใช้ความรุนแรงของรัฐบาลด้วยการละทิ้งแนวทางสันติ เขาเห็นว่า รัฐบาลยั่วยุให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงตอบโต้เพื่อรัฐบาลจะได้อ้างได้ว่า ฝ่ายค้านและผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความชอบธรรมในการปราบปราม (เป็นสิ่งที่ กปปส.ควรเรียนรู้ไว้)
อีกประเทศหนึ่งไม่ไกลจากไทยนัก นั่นคือ บังกลาเทศ ที่คู่ขัดแย้งหลักเป็นผู้หญิงทั้งคู่ ระหว่างนางชีค ฮาซีนา หัวหน้าพรรคสันนิบาตอวามิและเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนผู้นำฝ่ายค้านคือนางเคเลดาเซีย หัวหน้าพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี พรรคฝ่ายค้าน เรียกร้องให้ประชาชนผละงานเพื่อบอยคอตการเลือกตั้งที่เธอเรียกว่าเป็น “ปาหี่อัปยศ” พรรคฝ่ายค้านกดดันให้นางชีค ฮาซีนา นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และให้รัฐบาลรักษาการที่เป็นกลางเข้ามาดูแลการเลือกตั้ง สส.แทนเหมือนกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ แต่นายกรัฐมนตรีใช้เสียงข้างมากในสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่าไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลรักษาการเป็นกลางดูแลการเลือกตั้งอีกต่อไป ส่วนนายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่ลาออก และเรียกร้องให้ฝ่ายค้านมาร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้ก่อน ถ้าอยากจะแก้ไขกลับไปเป็นแบบเก่าก็ทำกันทีหลัง (คล้ายกับปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือปฏิรูปหลังเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประเด็นร้อนในไทย)
ตำรวจบังกลาเทศปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง นับแต่ความวุ่นวายตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 เป็นต้นมา มีคนตายไปแล้ว 175 คน ประชาชนขว้างระเบิดขวดเผาคูหาเลือกตั้งวอดไปกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ และขโมยบัตรเลือกตั้งเอามาเผา เป็นต้น
อีกประเทศหนึ่งที่ประชาชนออกมาประท้วงรัฐบาลอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ และถูกรัฐบาลปราบปรามอย่างรุนแรง คือ ประเทศยูเครน ตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.เป็นต้นมา ประชาชนชาวยูเครนออกมาชุมนุมเดินขบวน ตะโกนขับไล่ประธานาธิบดี วิคเตอร์ ยานูโกวิช ให้ออกไป ผู้ชุมนุมปิดกั้นทางเข้าสู่รัฐสภา และสถานที่ราชการหลายแห่ง รัฐบาลกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมเป็นกบฏ (คล้ายกับไทย) ในขณะที่ประชาชนอ้างว่าใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ แต่รัฐบาลกลับหาว่าผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง จึงส่งตำรวจปราบจลาจลเข้าไปสลายม็อบ ยิงแก๊สน้ำตา กระสุนยาง หลายคนถูกจับกุม ผู้ชุมนุมยังไม่ยอมสลายตัว ส่วนอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นคู่แข่งของยานูโกวิช อดอาหารประท้วง ล่าสุด กลุ่มต่อต้านได้ยกระดับการชุมนุมโดยการตั้งขบวนการภาคประชาชน เรียกว่า “ขบวนการประชาชนไมดาน” ประกอบด้วยพรรคการเมือง องค์กรภาคประชาสังคม และประชาชน (คล้ายกับ กปปส.ของไทย)
ยิ่งนานไป คนเข้าร่วมก็มีจำนวนลดลงเพราะเริ่มหมดความอดทนต่อการขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของบรรดาแกนนำ อีกทั้งมีความลำบากมากขึ้น เนื่องจากเข้าช่วงฤดูหนาวที่อากาศหนาวเย็นจัด เกรงกันว่า หากผู้ชุมนุมอยู่นานๆ และมองไม่เห็นชัยชนะก็อาจหันไปใช้วิธีการรุนแรง ซึ่งจะทำให้สถานการณ์อันตรายขึ้น (กรณีของไทย หากอยู่นานๆ แล้วไม่ชนะสักที อาจมีบางกลุ่มคิดว่าใช้ความรุนแรงเพื่อตัดสินแพ้ชนะไปเลย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น กปปส.จะขาดความชอบธรรม และรัฐบาลจะฉวยโอกาสปราบปรามรุนแรงได้)
สิ่งที่เหมือนกันประการหนึ่งจากฟากรัฐบาลทุกแห่ง คือ รัฐบาลพยายามทำลายความชอบธรรมของผู้ชุมนุมที่ประท้วงที่สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ด้วยวิธีการยั่วยุต่างๆ และใช้กำลังตำรวจปราบจลาจลสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงจนประชาชนบาดเจ็บล้มตายไปหลายคน เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้ให้นานที่สุด
การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในประเทศเหล่านี้ มีข้อสรุปอย่างหนึ่งคือ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประชาชนจะไม่ยอมต่อรัฐบาลเผด็จการประชาธิปไตยเสียงข้างมาก ที่ไม่ได้บริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ของชาติและของประชาชนอีกต่อไป รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะต้องฟังเสียงประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนจะไม่ยอมให้รัฐบาลใช้ข้อได้เปรียบทางการเมืองและทางกฎหมายแล้วทำอะไรตามอำเภอใจของตนเองอีกต่อไป ภาคประชาสังคมจะมีความเข้มแข็งขึ้นและกล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลที่ไร้ความชอบธรรม
ประเทศไทยกำลังติดไวรัสร้ายแรงในรูปของระบอบทักษิณ เราจำเป็นต้องปิดเครื่องหรือชัตดาวน์ชั่วคราวเพื่อให้ช่างกำจัดไวรัสตัวนี้หมดไปก่อน แล้วมารีเซตเครื่องประเทศไทยกันใหม่ เป็นเครื่องที่สะอาด ปลอดจากไวรัส เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนสำหรับอนาคตของลูกหลานไทย







