posttoday
เลื่อนไต่สวนเงินกู้2ล้านล้านเป็น15ม.ค.

เลื่อนไต่สวนเงินกู้2ล้านล้านเป็น15ม.ค.

08 มกราคม 2557

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน คดีเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ต่อวันที่ 15 ม.ค. เวลา 10.00 น.

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน คดีเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ต่อวันที่ 15 ม.ค. เวลา 10.00 น.

เวลา 13.45 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานคำร้องคัดค้านร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนโครงสร้างด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่  โดยเป็นการไต่สวนพยานในส่วนของฝ่ายรัฐบาล

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้แทนของนายกรัฐมนตรี ได้เบิกความว่า ชี้แจงว่า ที่รัฐบาลและคลังออกกฎหมายฉบับนี้ ได้ศึกษาแนวทางการออกกฎหมายกู้เงินในอดีต และมีการสอบถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และที่มีเนื้อหาระบุไม่ต้องนำเงินกู้ส่งคลังตามระเบียบกระทรวงการคลัง ก็เป็นไปตามแนวทางการออกกฎหมายกู้เงินในอดีตเช่น การออกพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ในโครงการไทยเข้มแข็ง เมื่อปี 2552 และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 140 ให้อำนาจรัฐบาลในการดำเนินการอยู่แล้ว จึงไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย และ ยืนยันไม่กระทบอัตราหนี้สาธารณะ และเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าจะสร้างระโยชน์ให้ประเทศมาก แต่การที่ออกเป็นพ.ร.บ.เงินกู้ ไม่ใช่เป็นพ.ร.ก. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 นั้น เนื่องจากเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนมาก แต่ก็ยังมีความจำเป็นเร่งด่วนในทางเศรษฐกิจ จึงมีมติออกเป็นกฎหมายพิเศษ อีกทั้ง มองว่าหากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี นั้น เกรงว่าจะทำให้โครงการสะดุดลง ไม่สามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องได้ เพราะต้องของบในแต่ละปี

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่ามีความจำเป็นและเร่งด่วนระดับหนึ่ง เพราะการดำเนินการในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่งนั้น จะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาตั้งแต่เริ่มมีการพิจารณาโครงการ การอนุมัติ จนถึงการจัดซื้อจัดจ้าง และมีการดำเนินการจนเสร็จสิ้น ต้องใช้เวลานานหลายปี การดำเนินการที่มีความรวดเร็วตั้งแต่เบื้องต้น จะทำให้โครงการนั้นเสร็จสิ้นได้ สำหรับเรื่องวินัยทางการเงินและการคลัง ซึ่งมีอยู่ 2 เรื่อง 1.การควบคุมเพดานหนี้สาธารณะที่ให้อยู่ระดับไม่เกินร้อยละ 60 ของจีดีพีของประเทศ 2.เรื่องภาระหนี้ ดอกเบี้ย และภาวะเงินต้น ที่จะต้องนำไปชดใช้หนี้ทั้งหมดของประเทศ ต้องไม่เกินร้อยละ15 ของงบประมาณประจำปี ซึ่งเราสามารถควบคุมภาระหนี้ ดอกเบี้ย และภาวะเงินต้น ให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าร้อยละ15 ได้ นอกจากนี้การออกกฎหมายกู้เงินดังกล่าว ก็ได้มีการคำนวณว่าถ้ากู้เงินแล้วจะมีต้องมีการชำระหนี้คืนให้ครบ ซึ่งกระทรวงการคลังก็ได้ทำการวิเคราะห์ว่าหนี้ที่กู้มาจำนวนดังกล่าวสามารถที่จะชำระให้เสร็จสิ้นในระยะเวลาที่ไม่นานนักเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานกับโครงการดังกล่าวดังนั้นการคำนวณด้านวินัยการคลังในเรื่องการชำระดอกเบี้ยและเงินต้น และดำเนินการจนมีความมั่นใจว่าจะมีการชำระหนี้ครบทุกบาท

จากนั้น น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ขึ้นเบิกความตามลำดับได้ชี้แจงข้อซักถามของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าไม่ว่าจะดำเนินโครงการอย่างไรจะต้องไม่กระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งเห็นการดำเนินโครงการจะไม่กระทบกับสถานะหนี้สาธารณะ รวมถึงเห็นว่าหากไม่ออกเป็น พรบ.ก็สามารถใช้งบประมาณปกติได้ แต่จะมีข้อจำกัดในแง่การจัดสรรงบประมาณ พรบ.ฉบับนี้จะทำให้การดำเนินโครงการมีความต่อเนื่อง

ผอ.บริหารหนี้สาธารณะแจงต่อศาล รธน.ว่าปัญหาคอร์รัปชั่นไม่เกี่ยวข้อง กับการออกร่าง พรบ.กู้เงิน2 ล้านบ้านบาท เพราะร่าง พรบ.กู้เงินดังกล่าวมีกำหนดขั้นตอนเอาไว้อย่างรัดกุมมากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี เช่น ขั้นตอนก่อนการอนุมัติ หน่วยงานเจ้าของโครงการต้องเสนอต่อสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือต้องมีขั้นตอนอื่นก่อนที่จะเสนอต่อ ครม.

ด้าน นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถาม น.ส.จุฬารัตน์ ว่ามั่นใจได้ไหมว่าร่าง พรบ.กู้เงินจะป้องกันพวกโกงบ้านกินเมืองได้ แต่ ผอ.บริหารหนี้สาธรณะยิ้มแต่ไม่ได้คำถามดังกล่าวแต่อย่างใด

 

เลื่อนไต่สวนเงินกู้2ล้านล้านเป็น15ม.ค.

จากนั้นนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขึ้นเบิกความว่า ภาพรวมของพ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการเตรียมกรอบวงเงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาทภายในระยะเวลา 7 ปี เพื่อให้มีวงเงินสำคัญที่จะมาดำเนินโครงการได้ สำหรับการลงทุนของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่ใช่การอนุมัติโครงการ ซึ่งการอนุมัติโครงการทุกโครงการต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินโดยทุกโครงการต้องทำตามที่กฎหมายเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โครงการทั้ง 53 โครงการไม่มีการทำผิดตามรัฐธรรมนูญ เพราะได้ทำการสำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว ปฏิบัติตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม และพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างก็เป็นตามระเบียบต่างๆ ที่อยู่ในโครงการใหญ่ของประเทศทั่วไป นอกจากนี้ยังมีรายงานเรื่องการเบิกจ่าย เพื่อให้สามารถติดตามความก้าวหน้าของโครงการได้ รวมทั้งยังแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามโครงการนี้ ได้มีการหารือกับหน่วยงานระดับโลก และหารือกับทางภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น เพื่อความโปร่งใส่ในการทำโครงการดังกล่าวนายชัชชาติ กล่าวอีกว่า เรื่องความโปร่งใสตนกังวลเรื่องนี้มากที่สุด แต่ก็ต้องเรียนว่าความโปร่งใสอยู่ที่ระบบ ซึ่งไม่อาจเกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.นี้ จึงต้องมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าโครงการนี้สนับสนุนในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพราะทำให้การคมนาคมขนส่งกระจายไปสู่ส่วนล่างได้ ทำให้การขนส่งสะดวกขึ้น ส่วนการก่อหนี้เกินตัวนั้นมองว่าสำนักงานบริหารหนี้ได้คิดเรื่องนี้ไว้แล้ว สำหรับวงเงินของโครงการดังกล่าวนั้นอยู่ที่ 4.2 ล้านล้านบาท แต่ขณะนี้ได้นำมาใช้ในวงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งอยู่ในกรอบวินัยทางการเงินที่กฎหมายได้กำหนดไว้ขณะที่องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ประเทศไทยต้องการปฏิรูปทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษา ไม่ใช่ระบบคมนาคมอย่างเดียว และขอให้ไปคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบก่อนจะลงมือทำ ทั้งนี้เห็นว่ารถไฟความเร็วสูงยังไม่จำเป็นสำหรับประเทศไทย และอยากให้คำนึกถึงภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้นอีก 50 ปี ข้างหน้าอีกด้วย

ทั้งนี้ หลังการไต่สวนนานกว่า 3 ชั่วโมง ศาลเลื่อนการชี้แจงในวันนี้ และนัดไต่สวนพยานในส่วนของผู้เชี่ยวชาญในวันที่15ม.ค.นี้ เวลา10.00น.

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท