
วิบากกรรม กกต. 3 ชุด 10 ปีฝ่าวิกฤตความขัดแย้ง
แม้จะดำรงตำแหน่งกกต.ครบวาระ 7 ปี แต่อยู่ในสภาพสะบักสะบอมไม่น้อย เพราะต้องกอบกู้ความเชื่อถือจากประชาชนให้กลับคืนมา ทั้งยังมีเรื่องร้องเรียนการเลือกตั้งของเก่า-ใหม่ให้สะสาง
โดย...นิติพันธ์ สุขอรุณ
เป็นที่แน่ชัดจากคำตอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันหนักแน่นเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง 2ก.พ.นี้ให้ได้ แม้ว่าจะมี 8 จังหวัดภาคใต้รวม 28 เขตเลือกตั้ง ไม่มีผู้สมัคร สส. ย่อมทำให้จำนวนสส.ขาดหายไป ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเปิดสภา หรือต้องครบ 95% ของจำนวนสส. 500 คน
ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำโดย นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และนายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ทั้งหมดต้องเข้ามารับภาระหนัก ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองถึงขีดสุด ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ย้อนปมความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นตลอดห้วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา นำมาสู่ปัญหาวิกฤตศรัทธาในบทบาทหน้าที่ของ กกต. ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นชนวนสู่การเผชิญหน้าอย่างรุนแรงของคนในชาติ เมื่อ 3 เสือกกต. ประกอบด้วย พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานกกต. นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร ยืนกรานไม่ยอมแสดงจิตสำนึกและความรับผิดชอบด้วยการลาออก ในข้อหาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่รอบ 2 ใน 38 เขต 15 จังหวัดเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2549 โดยเปิดรับสมัครใหม่ ทั้งที่ไม่มีอำนาจ และอนุญาตให้ผู้สมัครรายเดิมเวียนเทียนลงสมัครข้ามเขตได้ เพื่อช่วยให้ผู้สมัครพรรคไทยรักไทยมีคู่แข่ง และเลี่ยงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องได้คะแนน 20% ขึ้นไป
ผลของคดีเป็นเหตุให้ กกต. ทั้ง 3 คน ต้องคำพิพากษาศาลอาญา ให้จำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่ง กกต. เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ นับเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นในการทำหน้าที่ของ กกต.
ถัดมา 5 เสือ กกต. ประกอบด้วย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ เป็นประธาน นายประพันธ์ นัยโกวิท คุมงานด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง นางสดศรี สัตยธรรม ดูแลด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ นายสมชัย จึงประเสริฐ คุมด้านสืบสวนสอบสวน และนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น ดูแลด้านกิจการการมีส่วนร่วม
บรรยากาศทางการเมืองร้อนระอุลุกลามบานปลาย เนื่องจากประชาชนในประเทศถูกแบ่งฝ่าย แบ่งสีเสื้อชัดเจน อีกทั้งต้องเผชิญปัญหาและอุปสรรค ถูกกดดันข่มขู่จากหลายฝ่าย ถูกปาประทัดยักษ์เข้าใส่บ้าน รวมถึงถูกตีตรากล่าวหาว่า มีผู้มีอิทธิพล อำมาตย์คอยสั่งการ
แม้จะดำรงตำแหน่งครบวาระ 7 ปี แต่อยู่ในสภาพสะบักสะบอมไม่น้อย เพราะต้องกอบกู้ความเชื่อถือจากประชาชนให้กลับคืนมา ทั้งยังมีเรื่องร้องเรียนการเลือกตั้งของเก่าและใหม่ให้สะสาง
ขณะที่ความตื่นตัวต่อการเมืองของประชาชน เพิ่มมากขึ้นสะท้อนจากสถิตินับตั้งแต่ ปี 2550 กกต. ได้จัดให้มีทั้งการออกเสียงประชามติ และจัดให้มีการเลือกตั้ง สส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งผลที่ออกมา เป็นที่น่าพอใจโดยการเลือกตั้ง สส. ในครั้งนั้นมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 74.49% สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง ในประเทศไทย ถัดมาในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2554 มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 75.03% มากกว่าสถิติเดิม
ด้านการวินิจฉัยคดีและมีมติในสำนวนต่างๆ จากเดิมเมื่อปี 2547 มีสำนวนค้างอยู่ 6,000 กว่าเรื่อง ต่อมาในปี 2552 สำนวนลดลงเหลือเพียง 3,800 เรื่อง
สำหรับในการเลือกตั้งที่ผ่านมามีการร้องเรียนการเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 604 สำนวน พิจารณาแล้วเสร็จ 555 สำนวน และมีสำนวนเรื่องคัดค้านการเลือกตั้งท้องถิ่น จำนวน 762 สำนวน พิจารณาแล้วเสร็จ 601 สำนวน
ทว่า ความขัดแย้งในสังคมขณะนี้แตกต่างออกไปจากที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องการเดินหน้าเข้าคูหา ลบภาพความพลาดพลั้งจากการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เหยียบย่ำนิติรัฐ นิติธรรม ขณะที่ฝั่งคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) แม้ว่าเป้าหมายจะไม่ได้ต่อต้านรูปแบบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง แต่แนวทางการเคลื่อนไหวบีบบังคับให้เกิดการปฏิรูปประเทศขับไล่นักการเมืองชุดเก่าภายใต้อุ้งมือของระบอบทักษิณ
เมื่อ กกต.ชุดปัจจุบัน เข้ามารับภาระหน้าที่ เพียงแค่ประกาศวันจับสลากเลขประจำพรรคการเมือง ก็เริ่มมีแก๊สน้ำตาฟุ้งกระจายและความตายให้เห็น
ปัญหาทั้งหมดจึงกำลังบีบคั้นให้ กกต. ตัดสินใจเดินหน้าจัดการเลือกตั้งทั่วไป ตามที่มีพ.ร.ฏ.กำหนดวันเลือกตั้งออกมาแล้วเท่านั้น โดยห้วงเวลานี้เป็นภาวะจำยอมแม้จะรู้อยู่แล้วว่าได้สส.ไม่เพียงพอต่อการเปิดสภา ท้ายที่สุดหนีไม่พ้นโหมดการเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ 2 ภายใต้กรอบระยะเวลา 180 วัน หรืออาจต้องเลื่อนออกไปจนกว่าจะปฏิรูปประเทศเป็นผลสำเร็จ







