posttoday
"รัฐประหาร"ทางสองแพร่งบีบ"บิ๊กตู่-ทบ."เสี่ยงทุกด้าน

"รัฐประหาร"ทางสองแพร่งบีบ"บิ๊กตู่-ทบ."เสี่ยงทุกด้าน

08 มกราคม 2557

ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

“...อย่าไปกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เมื่อมองไม่เห็นก็อย่าไปกลัว ทุกอย่างมีสาเหตุหมด ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ดังนั้น ต้องไปหาให้เจอว่าอยู่ที่ไหน ถ้าไม่มีเหตุอะไรก็ไม่มีเรื่อง เหมือนเรื่องอีกากับวัว ถ้าวัวมีแผลอีกาก็จะมาจิกหลังทุกวัน ถ้าไม่มีแผลก็ไม่มีอีกา” คือ คำตอบล่าสุดหลุดออกจากปาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หลังถูกจี้ถามถึงโอกาสการเกิดรัฐประหาร

ก่อนหน้านี้ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” เคยแทงกั๊กระบุการปฏิวัติ “ไม่มีปิด ไม่มีเปิด” มาแล้ว มาครั้งนี้ยังมีท่าทีไม่กล้ายืนยันทหารจะเดินหน้าปฏิวัติหรือไม่ พร้อมระบุเป็นนัย “ไม่มีเเผลก็ไม่มีอีกา” นั้น ยิ่งสะท้อนว่าปัจจัยสำคัญของกองทัพในการเคลื่อนพลคือ ต้องรอจับชีพจรการชุมนุมกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) วันที่ 13 ม.ค. ซึ่งดีกรีการยกระดับและความสุกงอมของสถานการณ์จะเป็นเงื่อนไขชี้วัดว่าถึงเวลาที่ทหารต้องออกโรงหรือไม่

งานนี้ตัวแปรหลักจึงอยู่ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.ในการวางเกมยกระดับการชุมนุมว่าจะหวังผลเร่งเร้าทหารมากเพียงใด โดยห้วงอันตรายอยู่ที่การชุมนุมตลอด 3 สัปดาห์ เริ่มสตาร์ทตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค. ซึ่งคาดการณ์ว่า กปปส.ต้องค่อยๆ โหมไฟขับไล่รัฐบาลจนลากยาวไปสู่การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ที่ถือเป็นวันเสี่ยงเกิดจลาจลครั้งใหญ่ในประเทศ

เพราะลำพังแค่วันรับสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ยังสร้างสถานการณ์รุนแรงจนเปลี่ยนสนามกีฬาไทยญี่ปุ่น ดินแดง เป็นแดนมิคสัญญีขนาดย่อม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ดังนั้น หากถึงวันเปิดคูหาทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้และ กทม.แผ่นดินอาจลุกเป็นไฟหากเกิดการปลุกมวลชนขัดขวางการเลือกตั้งขึ้นจนบานปลายไปสู่การปะทะและนองเลือดในที่สุด

ไม่เท่านั้นการเคลื่อนไหวของม็อบ กปปส.ยังเร่งสถานการณ์ขนาบข้างไปกับแรงกดดันจากองค์กรอิสระ โดยเฉพาะคดีฟัน สส. สว.แก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว. ในมือของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ยังสามารถลากเกมไปอีกยาว หลังจากนี้จนกว่าจะถึงขั้นชี้มูลความผิดและลงมติถอดถอน ขณะเดียวกันอีกเส้นทางที่กำลังเดินไปสู่ภาวะติดล็อกเช่นกันคือ โอกาสการเปิดสภาที่ต่อให้ผ่านพ้นการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. พรรคที่ชนะการเลือกตั้งยังต้องเผชิญหน้ากับข้อจำกัด สส.ไม่ถึง 95% ไม่สามารถเปิดสภาได้ หลังจากนั้นต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคใต้ ที่จวบจนบัดนี้ยังไม่มีแนวโน้มว่าอุณหภูมิในพื้นที่จะลดระดับลง

ความเสี่ยงต่อเหตุการณ์นองเลือดจากการชุมนุมของม็อบ กปปส.รวมถึงแรงกระทุ้งจากองค์กรอิสระล้วนแต่เป็นเชื้อเพลิงในการเคลื่อนรถถัง ซึ่งตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.เป็นต้นไป กองทัพจะกลายเป็นฝ่ายแบกรับแรงกดดันที่ถาโถมจากทุกฟากฝั่ง เพราะอย่าลืมว่ายาขนานเดิมที่เคยใช้เมื่อปี 2549 นั้น หากหยิบขึ้นมาใช้อีกครั้งจะยิ่งเสี่ยงกระทบกับทั้ง “ตัวบุคคล” และ “สถาบัน” ของกองทัพเอง

ในทางหนึ่งหากตัดสินใจเคลื่อนทหารยึดอำนาจรัฐ ท่ามกลางสภาวะที่ประเทศยังปีนไม่พ้นหล่มรัฐประหารปี 2549 การยึดอำนาจ 2557 ซ้ำจะยิ่งขุดหลุมฝังประเทศแบบกู่ไม่กลับ เสียความเชื่อมั่นจากต่างชาติ กระทบแผนการค้า การลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะที่กงล้อโลกและชาติอาเซียนกำลังหมุนไปในทิศทางประชาธิปไตย ไทยอาจต้องถูกโดดเดี่ยวหากหลุดรันเวย์เลือกตั้งไปสู่ระบบกระบอกปืน

ที่ส่งผลร้ายกว่านั้นคือ ความขัดแย้งของคนในชาติที่จะร้าวลึกถึงจุดวิกฤต โดยบทเรียนในช่วง 9 ปี ภาพการเมืองไทยที่วนเวียนในอ่างความขัดแย้งเสื้อสีไม่จบสิ้น เกิดเหตุชุมนุม สังหาร นองเลือด สร้างบาดแผลบอบช้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ จนสังคมตกผลึกในทิศทางเดียวกันว่ารถถังเป็นยาผิดขนานสำหรับแก้วิกฤตการเมืองไทย และแน่นอนว่าหากมีการใช้รัฐประหารไล่พรรคเพื่อไทยหลุดพ้นอำนาจรัฐ เท่ากับจุดไฟให้มวลชนฝั่งเสื้อแดงออกมาประท้วงต่อต้าน ต่อยอดสถานการณ์ให้รุนแรงไม่ต่างจากอีหรอบเดิม

ยิ่งกว่านั้นการรัฐประหารจะยิ่งสร้างความชอบธรรมให้ขั้วพรรคเพื่อไทย เหมือนที่เคยพลิกบทให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นฮีโร่มาแล้ว ดังนั้น หากรัฐประหารซ้ำกับรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะยิ่งเป็นการเทความชอบธรรมให้ยิ่งลักษณ์เเข็งเเกร่งขึ้น ซึ่งนอกจากผนึกกำลังคนเสื้อแดงให้แข็งเเรงหลายเท่าแล้ว หากกลุ่มคนไร้สีจะยิ่งเทเสียงมาหนุนเพื่อไทยด้วย

ทั้งนี้ บางฝ่ายยังคาดการณ์ว่าหากเกิดรัฐประหารครั้งนี้อาจเป็นจังหวะหวังผลล้างทั้งกระดานในด้านคดีความของฝ่ายทหารและ พ.ต.ท.ทักษิณ เอง เพราะอย่าลืมว่าคลิปหลุดถั่งเช่าเคยแบไต๋ชัดว่า มี “ดีล” สำคัญระหว่างขั้วกองทัพและฝ่ายทักษิณเปลือยเเผนการช่วยราชสีห์กลับบ้านมาแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อหันมาดูกองทัพเองจะเห็นได้ว่าเปลี่ยนท่าทีจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสรุปบทเรียนทั้งเหตุการณ์รัฐประหารและการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 กองทัพล้วนตระหนักดีว่าการใช้กำลังจัดการความขัดแย้งการเมือง ท้ายที่สุดผลเสียย่อมตีกลับมาสู่ตัวกองทัพและสถาบันเอง ท่าทีของกองทัพระยะหลังจึงพักบทบู๊พยายามอาศัยเวทีเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุมแม้จะไม่ประสบผลสำเร็จก็ตาม รวมถึงยังส่งสัญญาณไม่เห็นด้วยกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ขณะเดียวกัน ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ เองนั้น นับว่ามีเงื่อนไขระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่ต้องทบทวนอย่างถี่ถ้วน เพราะกำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย. 2557 แน่นอนว่า หากเหตุการณ์ไม่ถึงทางตันถึงที่สุด ย่อมไม่มี ผบ.ทบ.คนใดต้องการสร้างประวัติศาสตร์ ทิ้งทวนด้วยการจารึกชื่อตัวเองเป็นหนึ่งในลิสต์ผู้นำการรัฐประหาร สร้างรอยด่างติดตัวไปจนถึงชีวิตหลังปลดเกษียณเเน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท