posttoday
กองทุนการออมฯสุดุดรอเช็คบิลรัฐบาลหน้า

กองทุนการออมฯสุดุดรอเช็คบิลรัฐบาลหน้า

08 มกราคม 2557

กนกวรรณ บุญประเสริฐ

กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในที่สุดแผนการยุบเลิกกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) องค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันให้กับคนไร้ราก ไร้การทำงานเป็นหลักแหล่ง คนทำมาหาเช้ากินค่ำ หรือแรงงานนอกระบบจะได้มีเงินเก็บไว้ใช้ในยามชราภาพของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มีอันต้อง “สะดุด” หลังรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นกยกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 ที่ผ่านมา

จากที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังขอรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผ่านทางหน้าเว็บไซต์สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อกลางเดือน พ.ย. 2556 ผลสรุปออกมาอย่างไรนั้นยังไม่มีการประกาศให้สาธารณชนรับทราบอย่างเป็นทางการ แต่ปรากฏว่า สศค.ยังคงเดินหน้าเสนอเรื่องการยุบ พ.ร.บ.กอช. โดยอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามแนวคิดที่ได้รับมอบหมายจากกิตติรัตน์ต่อ

โดยตั้งเป้าว่าเตรียมจะเสนอเป็น พ.ร.ก.ยุบเลิก กอช. โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2556

เป็นการดำเนินการโดยที่ไม่ฟังความเห็นของคณะกรรมการบริหาร กอช. ที่มีการประชุมในช่วงเดือน ก.ย.ต.ค 2556 ซึ่งขณะนั้น อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ยังคงนั่งเป็นปลัดกระทรวงการคลัง

มติที่ประชุมในวันนั้น เห็นพ้องกันว่ายังไม่ควรยุบ กอช. เพราะถือเป็นกฎหมาย เมื่อประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว ก็ใช้ได้ตลอดไป

แต่ในที่สุดแนวคิดยุบ กอช.ต้องสะดุดลง เพราะเจอม็อบลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. โซ้ย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง และการตัดสินใจยุบสภาของรัฐบาลเพื่อไทย ถือเป็นการจบฉากแรก ของแนวคิดการยุบ กอช. ของกิตติรัตน์ ณ ระนอง

ในมุมมองของ กิตติรัตน์ ที่ต้องการยุบ กอช.เพราะเห็นว่าต้องเลิก พ.ร.บ.กอช. นั้น เป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน พ.ร.บ.ประกันสังคมมาตรา 40 ที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน และประกันสังคมมาตรา 40 ยังสามารถลดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐที่ต้องเอาจ่ายทุนประเดิมในการจัดตั้ง กอช. ประมาณ 1,000 ล้านบาท

ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสมาชิกของ กอช.จะสามารถสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตน และเลือกรูปแบบความคุ้มครองในลักษณะเดียวกันได้

นอกจากนี้ ยังเกรงว่าในอนาคตเมื่อกองทุน กอช.มีขนาดใหญ่ อาจมีปัญหาเรื่องการบริหารคล้ายกับกรณีของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ที่ไม่สามารถให้ผลตอบแทนแก่สมาชิกได้ตามข้อตกลง

แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ใครๆ ก็รู้คือ รัฐบาลนี้ไม่เอา กอช. เพราะกองทุนนี้เป็นกองทุนที่ถูกนำเสนอโดยพรรคประธิปัตย์ มี กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง เป็นผู้ผลักดันให้กองทุนนี้เกิดขึ้น และหากผลักดันให้กองทุนนี้เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเสียฐานเสียงกลุ่มประชาชนผู้ที่มีอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบที่มีจำนวนมากกว่า 35 ล้านคนไปให้กับพรรคประชาธิปัตย์

เพราะเมื่อคนเหล่านี้มีหลักประกันในชีวิตที่ฝ่ายการเมืองอื่นๆ มิเคยหยิบยื่นให้ความจงรักภักดีต่อพรรคประชาธิปัตย์จะฝังรากเหมือน 35 บาทรักษาทุกโรค...

แม้สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) จะได้ออกหนังสือเลขที่ คปก.01/976 ว่าด้วยข้อสังเกตและข้อเสนอแนะถึงกรณีดังกล่าว โดยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งรัดการดำเนินการตาม พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 ซึ่งประกาศใช้ไปก่อนหน้าแล้ว แทนที่จะออกกฎหมายมาเพื่อยุบเลิกกองทุนดังกล่าว เพราะ พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 นั้นออกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 84(4) ที่รัฐต้องจัดให้มีการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชราแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างทั่วถึง

ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่มีความชอบธรรมในการยุบเลิก

ยังมีเหตุผลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบ กอช.ไปแล้วให้คนไร้รากเหล่านั้นไปใช้ พ.ร.บ. ประกันสังคมมาตรา 40 เพราะจากผลการศึกษาของ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุชัดว่า กองทุนประกันสังคมเพื่อชราภาพ ที่มีอยู่ในขณะนี้และจะเริ่มจ่ายเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2556 เป็นต้นไป อาจมีปัญหาที่ไม่มีเงินเพียงพอสนองความต้องการด้านรายได้ และผลตอบแทนของผู้สูงวัย เมื่อถึงเวลาต้องออกจากงาน

เนื่องจากปัจจุบัน กองทุนประกันสังคมจะมีรายได้จากการส่งเงินสมทบของลูกจ้างที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ และผลตอบแทนจากการลงทุน ที่ลดลงจากภาวะดอกเบี้ยที่ต่ำ ทั้งยังจำเป็นต้องจ่ายคืนเป็นเงินบำนาญเพื่อผู้เกษียณ ซึ่งคาดว่าจะคงสถานะอยู่ต่อไปได้อีกไม่เกิน 2025 ปีเท่านั้น หากไม่มีการปรับปรุง

อย่างไรก็ดี รัฐบาลเพื่อไทยกลับเมินเฉยต่อข้อเสนอของฝ่ายต่างๆ ที่ต้องการสร้างหลักประกันให้ผู้คน

พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2554 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 84 (4) จะต้องเริ่มเปิดรับสมัครสมาชิกตั้งแต่ 8 พ.ค. 2555 เป็นต้นมา และตามบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.กองทุนการออม กำหนดให้ภายใน 1 ปีแรกที่เปิดรับสมาชิกคือตั้งแต่ 8 พ.ค. 2555-6 พ.ค. 2556 จะเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญใดๆ สามารถออมต่อได้อีก 10 ปี เพื่อให้มีสิทธิของรับบำนาญได้ตอนอายุครบ 60 ปี

ผลจากการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กอช.ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระและผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกกองทุนฯ 12 ล้านคน ต้องเสียโอกาสเข้ากองทุนนี้โดยปริยายนานกว่า 2 ปีแล้ว

ขณะที่กระทรวงการคลังผู้ปฏิบัติเองก็ไม่ได้เร่งรัดการจัดสรรเงินให้แก่กองทุนการออมให้ครบจำนวน 1,000 ล้านบาท จากที่มีการอนุมัติก้อนแรกไปแล้ว 225 ล้านบาท เพื่อเตรียมเรื่องคนและสถานที่ และเห็นชอบไม่ให้มีการตั้งงบประมาณ 2557 ต่อไป และไม่เร่งรัดพิจารณาให้ความเห็นชอบ แต่งตั้งเลขาธิการ กอช.จนเวลาล่วงเลยมากว่า 2 ปี สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติและประชาชนที่เป็นแรงงานนอกระบบและผู้มีอาชีพอิสระกว่า 35 ล้านคน

แทนที่สมาชิกเหล่านี้จะเริ่มตั้งหลักได้จาก การจ่ายสะสมเงินเข้ากองทุนไม่ต่ำกว่าครั้งละ 50 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วในปีหนึ่งๆ ต้องไม่เกิน 1.32 หมื่นบาท และให้รัฐจัดเงินสมทบตามอายุ คือ 1.อายุ 15 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี รัฐสมทบ 50% แต่ไม่เกินปีละ 600 บาท 2.อายุมากกว่า 30 ปี แต่ไม่เกิน 50 ปี รัฐสมทบ 80% แต่ไม่เกินปีละ 960 บาท และ 3.อายุมากกว่า 50 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี รัฐสมทบ 100% แต่ไม่เกินปีละ 1,200 บาท

ปัจจุบันคน 35 ล้านคนไม่มีหลักประกันเหมือนเดิม

ขณะเดียวกันก็ต้องลุ้นว่า ศาลปกครองกลางจะตัดสินในคดีนี้อย่างไร

เพราะที่ผ่านมา กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง และเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ยื่นฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ ณ ระนอง และ สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ต่อศาลปกครองกลาง ฐานละเลยปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามมาตรา 157 กรณีไม่เปิดรับสมาชิกเมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 หลัง 360 วัน แต่ยังไม่กำหนดไต่สวนคดี

หากวันไหนที่มีการยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา ไม่แน่ว่าผู้ที่พยายามจะเลี่ยงกฎหมาย อาจต้องได้รับผิดต่อกระทำที่ทำให้ผู้อื่นต้องได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน...

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง