
มะกันฟื้น เอเชียยังซบศักยภาพลด-ได้อานิสงส์น้อย
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ปี 2014 หลายคำถามต่างก็ถาโถมเข้ามาอย่างล้นหลามว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะเป็นไปในทิศทางใด
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ปี 2014 หลายคำถามต่างก็ถาโถมเข้ามาอย่างล้นหลามว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะเป็นไปในทิศทางใด และจะชะลอตัวต่อเนื่องจากปีที่แล้วจนสร้างความผิดหวังหรือไม่
แม้เรื่องของอนาคตจะเป็นเรื่องที่ยากเกินคาดเดาให้ถูกต้องแบบ 100% แต่เหล่านักวิเคราะห์ชื่อดังจากหลายสถาบันก็เห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่า ในปีนักษัตรม้านี้น่าจะเป็นช่วงปีที่ดีสำหรับเศรษฐกิจโลกพอสมควร เพียงแต่อาจจะไม่ร้อนแรงเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤตเท่านั้น
ปัจจัยแรกที่จะส่งผลบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจรอบโลกในปีนี้คือ การกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อัตราการว่างงาน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนีภาคการผลิต ต่างสะท้อนถึงการฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ
กอปรกับการที่ความเสี่ยงว่าวิกฤตการงัดข้อทางการคลังสหรัฐจะกลับมาหลอกหลอนเหมือนช่วง ต.ค.ปีที่แล้วได้หมดลงไป หลังจากที่พรรคเดโมแครตกับรีพับลิกันสามารถหาข้อตกลงผ่านร่างกฎหมายงบประมาณ2 ปีรวดได้สำเร็จ ก็ยิ่งเป็นปัจจัยบวกแดนพญาอินทรีมากขึ้น
อนาโตเล คาเล็ตสกี นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังแห่งสำนักข่าวรอยเตอร์ส คาดการณ์ว่าในปีนี้อาจได้เห็นการขยายตัวของจีดีพีสหรัฐพุ่งสูงขึ้นไปถึง 4% ซึ่งถือว่าสูงกว่าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 2.53%
ผลจากการฟื้นตัวที่รวดเร็วและแข็งแกร่งนี้เอง จึงคาดว่าจะช่วยดึงให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้นตามไปด้วย เพราะสหรัฐถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก อีกทั้งยังเป็นคู่ค้าสำคัญของหลายประเทศ
โดยจากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์จากรอยเตอร์ส ระบุว่า การฟื้นตัวของสหรัฐจะช่วยทำให้การขยายตัวของจีดีพีโลกที่คำนวณอัตราเงินเฟ้อและราคาสินค้าในปัจจุบันเข้าไปด้วย (Nominal GDP) อยู่ที่ 7% ซึ่งถือเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับตัวเลขการขยายตัวจีดีพีก่อนช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างในเอเชียมีความหวังในการได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของสหรัฐเพื่อช่วยกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่ภาวะซบเซามากขึ้น
แต่ เฟเดอริก นิวแมน นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเอชเอสบีซี มองว่า ภาวะดังกล่าวจะไม่ช่วยส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียในภาพรวมทั้งหมดมากอย่างที่มุ่งหวังกันนัก
เพราะปัจจุบันสัดส่วนการพึ่งการค้าทางเศรษฐกิจของเอเชีย เช่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย ฮ่องกง และสิงคโปร์ ต่อชาติตะวันตกได้ลดบทบาทลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สวนทางกับการพึ่งพาการค้าภายในภูมิภาคเอเชียด้วยกันเองที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศจีน
โดยข้อมูลจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) เผยว่า การพึ่งการค้าของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกต่อสหรัฐ ในปี 2012 ลดลงเหลือที่ 13.6% ลดลงจากเดิมในปี 2000 ที่ 23.8%
นอกจากนี้ ความสามารถทางการแข่งขันของหลายชาติในเอเชียเองก็เริ่มจะลดน้อยถอยลงไป จนทำให้สามารถส่งออกสินค้าไปขายได้น้อยลง เนื่องจากในระยะ 23 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศได้มีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้น กอปรกับการที่ต้นทุนการผลิตต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ดังนั้น การฟื้นตัวของสหรัฐ จึงไม่อาจช่วยให้เอเชียฟื้นตัวได้อย่างที่หลายฝ่ายกำลังหมายมั่นปั้นมืออยากที่จะให้เกิดขึ้นมากนัก โดยดูได้จากดัชนีภาคการผลิตพีเอ็มไอของหลายชาติในเอเชียที่ขยายตัวอย่างกระท่อนกระแท่นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งๆที่เศรษฐกิจสหรัฐและชาติตะวันตกฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านปัจจัยเกื้อหนุนเศรษฐกิจโลกในปีนี้อีกประการหนึ่งคือ สัญญาณบวกจากตลาดทุน
แม้หลายฝ่ายจะมองว่าในปีนี้มีโอกาสที่จะเห็นผลตอบแทนมากกว่า 20% ในตลาดหุ้นสำคัญของโลกอีกครั้ง แต่ก็คาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะยังอยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่ดี
เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐจะทำให้ผลกำไรของบริษัทต่างๆ ดีขึ้น ซึ่งจะกลายมาเป็นปัจจัยหลักพื้นฐานในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นต่อไป แทนที่ปัจจัยจากการโหมใช้นโยบายอัดฉีดผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)และการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้หลายฝ่ายจะมองว่าการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมากสำหรับทิศทางตลาดหุ้นในปี 2014 โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะเพิ่มขึ้นไปถึง 3.5% หากเศรษฐกิจเมืองลุงแซมยังฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง และทำให้เฟดลดคิวอีลงเรื่อยๆ แต่นั่นอาจไม่ใช่สิ่งที่น่าวิตกกันมากนัก
เพราะจากสถิติข้อมูลในอดีตได้สะท้อนออกมาให้เห็นแล้วว่าดัชนีตลาดหุ้นสามารถพุ่งทะยานขึ้นไปพร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้ในระหว่างช่วงเวลาการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ
กระนั้นก็ตาม ในขณะนี้ถือว่ายังไม่น่ากังวลมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยในตลาดยังต่ำอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เฟดออกมาย้ำชัดว่าจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำ00.25% ต่อไปอีกพักใหญ่ เพื่อทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจเมืองลุงแซมฟื้นตัวขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ในข้างต้นจะเป็นปัจจัยบวก แต่สิ่งที่น่าวิตกและคาดว่าจะเป็นปัจจัยลบที่ทำให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกในปีนี้ต้องพบกับความยากลำบากก็คือ วิกฤตหนี้ยุโรป ที่จะเปลี่ยนจากปัญหาเศรษฐกิจก้าวไปสู่ปัญหาทางการเมืองแทน
เพราะแม้ว่ายูโรโซนจะฟื้นตัวออกจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจมาได้ ขณะที่หลายประเทศพ้นจากสภาพการต้องแบมือขอเงินช่วยมากขึ้น ทั้งไอร์แลนด์และสเปน แต่จากปัญหาเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าเป้ามากจนเสี่ยงจะเกิดเงินฝืดทำให้เกิดคำถามว่าสรุปแล้วยุโรปควรจะดำเนินนโยบายไปในทางไหนดี
เนื่องจากมุมหนึ่งโดยเฉพาะจากกลุ่มยุโรปเหนือ เช่น เยอรมนี ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ ก็อาจจะมองว่าการขยายตัวของจีดีพีน่าจะเป็นสัญญาณบอกเหตุของอัตราเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตได้ และควรจะเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเสียที เพื่อรักษาวินัยการเงินเอาไว้
ทว่า อีกมุมหนึ่ง คือ กลุ่มประเทศที่ยังอยู่ในสภาพเพิ่งฟื้นไข้ และยังไม่น่าวางใจ เช่น ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน กรีซ รวมถึงฝรั่งเศส ก็จะมองว่า ผลจากเงินเฟ้อที่ต่ำ ยุโรป โดยเฉพาะธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ควรจะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป และอาจต้องงัดมาตรการอัดฉีดเพิ่มเติมออกมา เพราะพยุงให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นก่อนจะเริ่มต้นนโยบายการเงินแบบเข้มงวด
ปัจจัยลบสุดท้าย คือ ญี่ปุ่น โดยแม้ว่านโยบายการอัดฉีดทางเศรษฐกิจผ่านทางนโยบายการเงินและการคลังเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า “อาเบะโนมิกส์” จะช่วยให้เศรษฐกิจแดนปลาดิบฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน แต่คาดว่าในปีนี้จะไม่ช่วยอะไรมากนัก และจะเป็นปีที่น่าผิดหวังสำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก
เพราะผลจากการที่มาตรการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนเม.ย.ปีนี้ จะส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือนอย่างมาก โดยคาดว่าจะทำให้เม็ดเงินสูญหายไปจากระบบเศรษฐกิจประมาณ 2% ของจีดีพีเลยทีเดียว
ดังนั้น ในปีหน้าญี่ปุ่นจึงตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถอยหลังเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ ขณะที่ตลาดหุ้นนิกเกอิที่เคยพุ่งทะยานทุบสถิติไปเมื่อปลายปีที่แล้วก็จะร่วงดิ่งลงมา







