
วิกฤตประท้วงกระทบท่องเที่ยวไทย
เจมส์ ฮุคเวย์ รายงานผ่านหนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า การประท้วงขับไล่รัฐบาลที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย
เจมส์ ฮุคเวย์ รายงานผ่านหนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า การประท้วงขับไล่รัฐบาลที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย
ฮุคเวย์ รายงานว่า ขณะนี้การประท้วงได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้ว โดยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ระบุจะยุบรวบเที่ยวบินมายังกรุงเทพฯ 19 เที่ยวบิน ระหว่างวันที่ 14 ม.ค.-29 ก.พ. เนื่องจากยอดจองตั๋วโดยสารลดน้อยลง ขณะเดียวกัน สุรพงษ์เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทยคาดการณ์ว่าอัตราการเข้าพักอาศัยในโรงแรมจะลดลง 70-75% ในไตรมาสแรกของปี 2014 จากปกติเคยอยู่ที่ 80%
นอกจากนี้ การประท้วงยังส่งผลให้ยอดผู้โดยสารขาเข้าที่ใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิยังลดลง 15% ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค. 2013 หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2012 ซึ่งก่อนหน้านี้จำนวนนักท่องเที่ยวเคยเพิ่มขึ้นถึง 20% ในช่วง ม.ค.-พ.ย. 2013
อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวบางส่วนยังคงอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ได้กังวลต่อสถานการณ์ที่กำลังระอุอยู่ในขณะนี้
“ผมคิดว่าดูเหมือนยังไม่มีสิ่งใดต้องกังวล” พอล วอลแลส นักท่องเที่ยวชาวนิวซีแลนด์ผู้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมภรรยาและลูกๆ อีก 2 คน กล่าว
ฮุคเวย์ รายงานต่อไปว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 7% ของจีดีพี เคยผ่านช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองมาแล้วหลายครั้ง ทั้งช่วงรัฐประหารในปี 2006 หรือแม้กระทั่งช่วงการใช้กำลังปราบกลุ่มเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์เมื่อปี 2010 แต่กลับได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าวน้อยมาก
ทั้งนี้ ในปี 2013 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยเจริญเติบโตขึ้นมาก โดยมาสเตอร์การ์ดได้จัดให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครที่จำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยอะที่สุดในโลก นอกจากนี้ บรรดาห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ ได้กลายเป็นแหล่งสำหรับถ่ายรูปยอดนิยมเพื่อแบ่งปันลงโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างอินสตาแกรมแซงหน้าหอไอเฟล ไทม์สแควร์ และทัชมาฮาล
นอกจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบในขณะนี้แล้ว ธุรกิจท้องถิ่นอื่นๆ ในประเทศไทยได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ประท้วงตัดสินใจที่จะปิดสนามบินเหมือนในปี 2008 ซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจประสบกับปัญหาความล่าช้าในการขนส่งสินค้าและทำให้เกิดความยุ่งยากในขออนุญาตการนำเข้าส่งออก







