posttoday
ปัจจัยเส่ยงต่อเศรษฐกิจหลังการปฏิรูป

ปัจจัยเส่ยงต่อเศรษฐกิจหลังการปฏิรูป

07 มกราคม 2557

คุณอำพน กิตติอำพน ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ได้มอบการบ้านให้ฝ่ายนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ติดตามปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย 4 เรื่อง พร้อมทั้งให้เตรียมแนวทางตั้งรับที่เหมาะสม

คุณอำพน กิตติอำพน ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ได้มอบการบ้านให้ฝ่ายนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ติดตามปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย 4 เรื่อง พร้อมทั้งให้เตรียมแนวทางตั้งรับที่เหมาะสม

ผมอ่านแล้วคิดว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคงได้แค่รับเอาไปศึกษาต่อ แต่จะให้ไปเตรียมแนวทางแก้ไขด้วยคงยาก เพราะเป็นเรื่องที่อยู่นอกขอบเขตการบริหารจัดการของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูแลรับผิดชอบเฉพาะการบริหารนโยบายการเงินของประเทศ

ยกตัวอย่างปัญหาข้อแรกที่คุณอำพน บอกว่า การที่รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกายุบสภาได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาครัฐที่จะต้องล่าช้าออกไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ประมาณเดือน เม.ย. 2557 โดยระบุว่าการลงทุนขนาดใหญ่ที่ล่าช้าออกไปส่งผลกระทบต่อการวางแผนของเอกชน จะต้องมีการเตรียมพร้อมรับผลกระทบและมีมาตรการรับมืออย่างไร

ในภาวะอย่างนี้ ถ้า ธปท.จะเข้ามาแสดงบทบาทกระตุ้นเศรษฐกิจแทนรัฐบาลให้เกิดมรรคเกิดผล ต้องออกมาตรการคิวอีแข่งกับธนาคารกลางสหรัฐและญี่ปุ่น ถึงจะรับมือปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ ส่วนการลดดอกเบี้ยอีกคงช่วยอะไรมากไม่ได้ อย่างมากเป็นแค่น้ำจิ้มถ้วยเล็กๆ ซึ่งไม่ช่วยให้เอกชนหาย...และตัดสินใจเข้ามาลงทุนแน่ๆ

เรื่องนี้ถ้าจะเตรียมพร้อม คือ รัฐบาลจะต้องรีบทำให้ปัญหาการเมืองยุติลงโดยเร็ว โดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถจัดการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายยอมรับโดยเร็วที่สุด ประเทศจะได้มีรัฐบาลที่สามารถบริหารราชการและงบประมาณได้ตามปกติ

ส่วนการลงทุนขนาดใหญ่แทนที่จะดึงดันกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ก็รีบจัดทำโครงการที่ต้องการจะทำให้ชัดเจนตามลำดับก่อนหลัง และเสนอขอกู้เงินในงบประมาณเพิ่มเติมเสียก็สิ้นเรื่อง จะได้ใช้เงินไวๆ

ทั้งสองเรื่องนี้ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคงเข้าไปทำอะไรไม่ได้ ยกเว้นถ้าท่านใจกล้าๆ ทำคิวอีตามรอยสหรัฐและญี่ปุ่น ให้รู้บ้างว่าไทยก็เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ไม่ต้องไปว่าสองประเทศที่ว่าเหมือนกัน

ส่วนปัจจัยเสี่ยงประการที่สอง ที่ประธานธนาคารชาติสั่งให้ธนาคารชาติไปเตรียมแนวทางตั้งรับ คือ เหตุการชุมนุมประท้วงทางการเมือง มีการยิงกันปะทะกันจนนำไปสู่ความไม่สงบในขณะนี้ อาจไปกระทบถึงภาคบริการและท่องเที่ยวอย่างไร ตั้งแต่รถบัส โรงแรม ร้านอาหาร คนจ้างงาน และรายได้ของประชาชน

ตรงนี้เท่าที่รู้จักผู้ว่าการ ธปท. คือ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล มา ท่านคงเป็นผู้บริหารที่ไม่เหมาะสมที่สุดที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา เพราะบุคลิกท่านเป็นนักวิชาการ พูดช้าๆ ไม่ทันนักการเมือง และนักไฮด์ปาร์กทั้งหลายแน่นอน คงไม่สามารถไปห้ามปรามไม่ให้เขาปะทะกันได้

ส่งผลกระทบต่อภาคบริการและท่องเที่ยว รถบัส โรงแรม ท่านคงต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยพยายามชักจูงให้สถาบันการเงินผ่อนปรนการเรียกเก็บดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์

คนที่เหมาะจะหารือด้วยเรื่องนี้ น่าจะเป็นรัฐมนตรีและข้าราชการผู้ใหญ่ที่ดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และภาคธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องมากกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำได้แค่ปรับดอกเบี้ยกับบริษัทการเงินเท่านั้น จะไปออกนโยบายประชานิยมเพื่อเพิ่มการจ้างงานและรายได้ให้ประชาชนแทนรัฐบาลไม่ได้

ผลกระทบข้อที่ 3 คือ ผลกระทบจากมาตรการลดปริมาณเงินที่อัดฉีดเข้าระบบของธนาคารกลางสหรัฐ ว่าถ้าลดแล้วจะกระทบค่าของเงินอย่างไร

เรื่องนี้ผมเชื่อว่าธนาคารชาติคงดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว แต่คงดูแลได้ในขอบเขตจำกัด เพราะถ้าเข้าไปแทรกแซงฝืนความจริงก็ต้องขาดทุน พอขาดทุนก็จะถูกกล่าวหาว่าบริหารงานขาดประสิทธิภาพทำให้ธนาคารชาติขาดทุนเป็นแสนๆ ล้านบาท

คนที่ประธานธนาคารชาติควรหารือด้วย คือ บรรดานักลงทุนในตลาดหุ้นที่มีความสุขกับการไหลเข้าของเงินคิวอีหลายปีที่ผ่านมา บรรดาหอการค้าและ...ทั้งหลายที่ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจในเครือข่ายพัฒนาขีดความสามารถ เอาแค่คอยทำตัวเหมือนสมาคมชาวนาชาวไร่ ผู้มีรายได้น้อยที่ขอให้รัฐบาลเข้าไปช่วยลดภาษี เพิ่มเงินชดเชยไปตามเรื่อง เพราะธุรกิจในภาคการผลิตในกลุ่มที่ดูแลกลับขาดประสิทธิภาพในการแข่งขัน ทั้งๆ ที่ผู้ประกอบธุรกิจระดับที่สามารถส่งสินค้าไปขายต่างประเทศได้ ควรรู้จักการบริหารความเสี่ยงด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ต้องให้ประธานธนาคารชาติต้องมาคอยวิตกกังวลแทน

ส่วนประการสุดท้าย คือ การปฏิรูปการเมืองที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ที่อาจไปกระทบความเชื่อมั่นของต่างประเทศ ท่านบอกว่าถ้าจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ปฏิรูปให้นักการเมืองมีความโปร่งใสก็ดี แต่ถ้าเปลี่ยนโครงสร้างแล้วไปกระทบความเชื่อมั่นของ...คงไม่ต้องพูดว่าเศรษฐกิจจะโตกี่เปอร์เซ็นต์

ที่ท่านพูดมาก็ถูกทั้งหมด แต่ที่น่าสนใจ คือ แล้วการปฏิรูปการเมืองไปเกี่ยวกับธนาคารแห่งประเทศไทยตรงไหน ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถปฏิรูปการเมืองไม่ให้เกิดผลกระทบด้านลบแก่เศรษฐกิจของประเทศได้หรือ หรือถ้าเกิดผลกระทบด้านลบแง่เศรษฐกิจ แต่เกิดผลดีด้านการรักษาทรัพยากรของชาติระยะยาว หรือทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมยิ่งขึ้น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าไปมีบทบาทในการตัดสินใจเทรดออฟนี้ได้อย่างไร

ที่สำคัญ ตอนนี้ใครทราบบ้างว่าจะมีการปฏิรูปอะไรบ้างในบ้านเมือง นอกจากที่ กปปส.บอกมา 45 เรื่อง

ผมว่าไหนๆ ประธานธนาคารชาติก็เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี น่าจะมอบการบ้านทั้ง 4 เรื่องที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้คณะรัฐมนตรีนำไปพิจารณาเตรียมแนวทางเดินไปข้างหน้า น่าจะได้ประโยชน์มากกว่า

ถ้าทราบว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไรแล้ว ค่อยเตรียมแนวทางตั้งรับก็ยังไม่สายเกินไป ไม่งั้นจะมีกระดาษอีกปึกหนึ่งออกมา ว่าด้วยเรื่องผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงอันอาจจะเกิดขึ้นจากการปฏิรูปประเทศไทย และแนวทางการตั้งรับ ให้เก็บเข้าห้องสมุดต่อไป

ที่สำคัญ จนป่านนี้แล้วยังไม่เคยศึกษาแนวทางการปฏิรูปและตั้งรับผลกระทบจากการปฏิรูปกันไว้บ้างเลยหรือครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ