posttoday
3นคราประชาธิปไตยบัตรเลือกตั้งไม่ใช่ทางออก

3นคราประชาธิปไตยบัตรเลือกตั้งไม่ใช่ทางออก

07 มกราคม 2557

ถือเป็นประเด็นข้อถกเถียงร้อนแรงอย่างยิ่ง สำหรับคำถามว่าควรจะให้มีการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.นี้อยู่หรือไม่

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ถือเป็นประเด็นข้อถกเถียงร้อนแรงอย่างยิ่ง สำหรับคำถามว่าควรจะให้มีการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.นี้อยู่หรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตการเมืองภายในประเทศที่กำลังลุกโชนและยังไม่สามารถหาข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้

แม้ในขณะนี้จะยังไม่รู้ว่าการเลือกตั้งดังกล่าวในไทยจะนำไปสู่เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นหรือไม่ แต่การเลือกเดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไปของรัฐบาลไทย ท่ามกลางปัญหาการเมืองและความขัดแย้งที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เรียบร้อย ดูเหมือนว่าจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

เพราะรัฐบาลที่เข้ามาก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากอีกฝ่าย เนื่องจากผู้ประท้วงจะมองว่า รัฐบาลกำลังพยายามใช้การเลือกตั้งมาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้ตนเองเท่านั้น โดยปราศจากการพิจารณาว่าจะต้องคำนึงถึงเรื่องความสง่างาม และความชอบธรรมของตัวกระบวนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นและทุกฝ่ายให้การยอมรับมาประกอบเข้าไปด้วย

บทเรียนของการดันทุรังเดินหน้าใช้การเลือกตั้งมาเป็นเครื่องมือชุบตัวสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับตนเอง โดยปราศจากการเข้าใจและจริงใจต่อการเข้าถึงรากแก่นของความขัดแย้งนั้น สามารถสะท้อนออกมาได้จากบทเรียนที่เกิดขึ้นในบังกลาเทศในปัจจุบัน

แม้ว่ารัฐบาลบังกลาเทศจะจัดการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่กลับไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศได้อย่างสันติซ้ำยังจะทำให้ปัญหาการเมืองในประเทศหลังจากนี้ยืดเยื้อต่อไปอีกนาน

เนื่องจากประชาชนจำนวนมาก รวมถึงพรรคฝ่ายค้านไม่ยอมรับถึงความชอบธรรมในการเลือกตั้งดังกล่าวที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (บีเอ็นพี) และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรกว่า 21 พรรค ถึงกับประกาศบอยคอตการเลือกตั้งหนนี้ ด้วยการไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำหลายสำนักทั่วโลกต่างรายงานตรงกันว่า บรรยากาศช่วงก่อนและระหว่างการเลือกตั้งนั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวายและโกลาหล โดยมีการปาระเบิดเพลิงเผาคูหาเลือกตั้งหลายร้อยคูหา เผาทำลายหีบบัตรเลือกตั้ง

ขณะที่การต่อต้านและขัดขวางการเลือกตั้งก็กลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ กับผู้ประท้วง และลงเอยด้วยเหตุนองเลือดโดยรายงานข่าวระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย ซึ่งล้วนแต่เป็นประชาชนตาดำๆ ที่ไม่ต้องการเห็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรมเกิดขึ้นเท่านั้น นับเป็นเหตุความรุนแรงเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ประกาศเป็นเอกราชจากปากีสถานเมื่อปี 1971

เหตุที่ทำให้การเลือกตั้งดังกล่าว ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนเป็นจำนวนมาก และพรรคฝ่ายค้านเกิดจากการที่ฝ่ายรัฐบาลซึ่งนำโดย นายกรัฐมนตรีหญิง ชีค ฮาสินา เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของพรรคฝ่ายค้านและประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลลาออกจากตำแหน่ง พร้อมกับจัดตั้งรัฐบาลรักษาการที่เป็นกลางเข้ามาดูแลจัดการเลือกตั้งเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต

ถอยหลังกลับไปนับตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 1991 เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญบังกลาเทศกำหนดให้รัฐบาลต้องลาออกจากตำแหน่ง พร้อมกับตั้งรัฐบาลรักษาการที่เป็นกลางขึ้นมาเพื่อทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง

แต่เมื่อปลายปี 2010 รัฐบาลของ ฮาสินา กลับใช้อำนาจเผด็จการเสียงข้างมากในสภาเร่งผลักดันการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าวลงเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเอง โดยไม่ใส่ใจเสียงคัดค้านจากฝ่ายค้าน เสียงข้างน้อย และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย แถมยังพูดอย่างหน้าตาเฉยอีกว่า ระบบการให้คนกลางเข้ามาดูแลการเลือกตั้งชั่วคราวดังกล่าวไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะรัฐบาลจะเป็นผู้ดูแลเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพรรคฝ่ายรัฐบาลและพรรคร่วมจะเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะในศึกชิงชัยเก้าอี้ในสภา 154 ที่นั่ง จากทั้งหมด 300 ที่นั่งในสภาอย่างง่ายดาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ได้เกิดปัญหาและข้อสงสัยในเรื่องความชอบธรรมในเรื่องที่มาของอำนาจอยู่ไม่น้อย

เพราะจากปัญหาความรุนแรงและความชอบธรรมที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้น้อยมากที่สุดเป็นครั้งประวัติศาสตร์นับตั้งแต่เริ่มให้มีเลือกตั้งเมื่อ 22 ปีก่อน โดยมีผู้เข้ามาใช้สิทธิลงคะแนนราว 20% ของจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมดเท่านั้น ต่างจากการเลือกตั้งในปี 2008 ที่มีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนถึง 80%

ดังนั้น ชัยชนะจากการเลือกตั้งดังกล่าวของรัฐบาลบังกลาเทศ จึงไม่แตกต่างอะไรกับการประกาศชัยบนซากปรักหักพังของประเทศ ท่ามกลางซากศพของประชาชนกว่าหลายสิบชีวิตที่ต้องสังเวยไปกับการดันทุรังเดินหน้า ที่อ้างอย่างข้างๆ คูๆ ว่า รัฐบาลต้องเดินหน้าทำตามสิ่งที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้

แม้กระทั่ง หนังสือพิมพ์ เดอะ เดลีสตาร์ ในบังกลาเทศ ยังออกมาชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็น “ชัยชนะจอมปลอม” ซึ่งไม่ได้ให้ทั้งความชอบธรรม และการยอมรับที่จะปกครองประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ผลจากความวุ่นวายจากวิกฤตการเมืองในประเทศที่ส่อแววว่าจะยืดเยื้อ ทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายวิตกกันว่า อาจทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังเดินหน้าไปได้สวยมาตลอดหลายปีก่อนหน้านี้ที่โตเฉลี่ยถึง 6% จะต้องสะดุดลงอย่างไม่เป็นท่า

เพราะจากวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี 2013 ที่ผ่านมา จนถึงวิกฤตรอบล่าสุด คาดว่าจะส่งผลให้การขนส่งสินค้าเพื่อการส่งออก การกระจายสินค้าและบริการ ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรไปยังเกษตรกร เป็นไปอย่างยากลำบาก

และยิ่งเมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงภาวะการชะลอตัวก็ทำให้รายได้จากการส่งออกของบังกลาเทศยิ่งลดน้อยถอยลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของรายได้จากการส่งออกของประเทศ

ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องความไม่ชอบธรรมของการเลือกตั้ง และเป็นที่มาของการก่อเกิดวิกฤตศรัทธาต่อผู้นำการเมือง ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในบังกลาเทศ หรือไทยแลนด์เท่านั้น เพราะปัญหาในลักษณะดังกล่าวยังเกิดขึ้นกับกัมพูชาแล้ว

โดยเห็นได้จากการเดินขบวนประท้วงของประชาชนและพรรคฝ่ายค้านที่นำโดย สม รังสี กลางกรุงพนมเปญราวหลายแสนคน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน จัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ เพราะเห็นว่าชัยชนะจากการเลือกตั้งของรัฐบาลเมื่อเดือน ก.ค.ในปีที่ผ่านมากว่า 3 ล้านคะแนนเสียงนั้น เป็นไปอย่างไม่บริสุทธิ์และยุติธรรม เต็มไปด้วยวิชามารและสารพัดกลโกง ทำทุกทางให้พรรครัฐบาลชนะการเลือกตั้ง

อีกทั้งยังมีการกีดดันไม่ให้ สม รังสี แกนนำพรรคฝ่ายค้านลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยอ้างเรื่องระเบียบการรับสมัครว่ามาลงทะเบียนสมัครช้าเกินไปอีกด้วย

ชัยชนะของ ฮุน เซน จึงได้มาด้วยวิธีสกปรก และไม่ชอบธรรมและยังไม่เป็นประชาธิปไตย ในอีกด้านหนึ่งยังถือเป็นการปล้นชัยชนะไปจากเสียงของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงขึ้นในประเทศอีกด้วย

จึงไม่แปลกที่นับตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้ระบอบฮุนเซน ที่กุมอำนาจในประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ โดยอ้างวาทกรรมประชาธิปไตยบังหน้ามาตลอด 30 ปี จึงต้องเผชิญกับการลุกฮือประท้วงมาอย่างเด็ดเดี่ยวของประชาชนมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่รัฐบาลก็ได้เพียรพยายามตัดกำลังฝ่ายต่อต้านและใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงหลายครั้งหลายหนแล้วก็ตาม

นับเป็นการท้าทายต่อการครองอำนาจของรัฐบาลกัมพูชาในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง และคาดว่าในอนาคตอาจได้เห็นการลุกฮือของประชาชนชาวเขมรที่ยิ่งทวีคูณมากเรื่อยๆ

ทั้งนี้ นอกจากสาเหตุความไม่ชอบธรรมทางการเมืองแล้ว ปัจจัยความไม่พอใจจากการบริหารนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ประชานชาวกัมพูชาไม่พอใจ

โดยเฉพาะประเด็นการใช้อำนาจเวนคืนที่ดินไปให้กับนายทุนต่างชาติ กล่าวง่ายๆ คือการขโมยที่ทำกินของชาวบ้านไปแสวงหากำไรเข้ากระเป๋าตัวเองและพรรคพวก ซึ่งปัจจุบันมีคนต้องอพยพหนีออกจากที่ทำกินของตนเองไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1 แสนครัวเรือน

นอกจากนี้ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำก็ถือเป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลฮุนเซนเพิกเฉยมาโดยตลอดซึ่งทำให้คนงานจำนวนมากเริ่มไม่พอใจ

เพราะปัจจุบันรายได้ขั้นต่ำที่คนงานต้องการอยู่ที่ 160 เหรียญสหรัฐต่อเดือน แต่ที่รัฐกำหนดอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อเดือนเท่านั้น จนทำให้ล่าสุดได้มีการชุมนุมประท้วงทางนิคมอุตสาหกรรมทางตอนใต้ของประเทศ จนทำให้ตำรวจใช้กำลังปราบและมีผู้เสียชีวิตไปถึง 4 ราย

จึงเห็นได้ชัดเจนจากตัวอย่าง 3 ประเทศในข้างต้นแล้วว่า ในบางครั้งการเลือกตั้งก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นประชาธิปไตยและให้ความชอบธรรมแก่ผู้นำทางการเมืองเสมอไป

เพราะหากขาดซึ่งความศรัทธาและการยอมรับของประชาชนจากทุกฝ่ายแล้ว การเลือกตั้งย่อมกลายจะเป็นตัวสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งเสียเอง แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างสันติวิธีดังที่ทฤษฎีพร่ำบอกเอาไว้แต่ในตำรา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท