ระดมแกนนำคุม7เส้นทางเชิญแขกวันนี้ผ่านบ้านทักษิณ
การเตรียมความพร้อมเคลื่อนไหวปิดกรุงเทพฯ วันที่ 13 ม.ค.ได้รับการเปิดเผยผ่าน สมศักดิ์ โกศัยสุข แนวร่วมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ว่า ขณะนี้ได้มีการจัดผู้รับผิดชอบในการเดินไปยัง 7 เส้นทางหลัก ซึ่งอาจจะมีการชุมนุมย่อยกระจายไปอีก โดยรวมน่าจะถึงประมาณ 20 จุด
การเตรียมความพร้อมเคลื่อนไหวปิดกรุงเทพฯ วันที่ 13 ม.ค.ได้รับการเปิดเผยผ่าน สมศักดิ์ โกศัยสุข แนวร่วมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ว่า ขณะนี้ได้มีการจัดผู้รับผิดชอบในการเดินไปยัง 7 เส้นทางหลัก ซึ่งอาจจะมีการชุมนุมย่อยกระจายไปอีก โดยรวมน่าจะถึงประมาณ 20 จุด
แกนนำที่จะรับผิดชอบตามจุดต่างๆ มีดังนี้ 1.แยกอโศกโดย พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ แกนนำ กปปส. 2.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดย สมศักดิ์ โกศัยสุข และถาวร เสนเนียม 3.แยกราชประสงค์ โดย ดร.เสรี วงษ์มณฑา 4.หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. 5.ห้าแยกลาดพร้าว โดย อิสสระ สมชัย และพี่น้องชาวโคราช 6.ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดย ชัยวัฒน์ และทวีเกียรติ 7.สวนลุมพินี ชาวสีลมรับผิดชอบ
สำหรับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.จะเดินทางเข้าไปร่วมชุมนุมทั้ง 7 เวทีใหญ่ที่กระจายไปตามส่วนต่างๆ ของกรุงเทพมหานครในวันที่ 13 ม.ค.เช่นกัน
ที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง เอกนัฏ แถลงถึงเส้นทางเดินทางในวันที่ 7 ม.ค.เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมชุมนุมใหญ่วันที่ 13 ม.ค.ว่า ขบวนเริ่มต้นที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 08.30 น. เดินผ่านท้องสนามหลวงข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า ผ่านสี่แยกอรุณอมรินทร์ ห้างสรรพสินค้าพาต้า เลี้ยวขวาจรัญสนิทวงศ์ จนถึงแยกสิรินธร เข้าถนนสิรินธร ข้ามสะพานซังฮี้ ถนนสามเสน ผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา รร.เซนต์คาเบรียล เลี้ยวขวาเข้าบางลำภู เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระสุเมรุ ถนนดินสอ และกลับถึงเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
การเดินรณรงค์เชิญชวนประชาชนรอบสองวันนี้ ได้ทำให้แกนนำ กปปส.หลายรายขึ้นปราศรัยว่า เป็นเส้นทางที่จะผ่านบ้านพักจันทร์ส่องหล้า ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา
เอกนัฏ ยังได้แถลงเรียกร้องให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ออกมาชี้แจงว่า กรณีที่กล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุมใช้ยาเสพติดเพื่อปลุกอารมณ์ความกล้า รัฐบาลกล่าวร้ายประชาชนโดยไร้หลักฐานและไร้ความรับผิดชอบ ดังนั้น กปปส.ขอให้ น.อ.อนุดิษฐ์ ออกมาชี้แจงว่าใครเสพ เสพอะไร และมีผลอย่างไร
ส่วนกรณี ชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ออกมาข่มขู่ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมใหญ่ในวันที่ 13 ม.ค.ว่าจะผิดกฎหมายและเกิดเหตุรุนแรงนั้น ถือว่าเป็นการข่มขู่และขอเรียนว่าประชาชนทราบดี อะไรผิดหรือถูกกฎหมาย ประชาชนทุกคนเคารพกฎหมาย ไม่เหมือนกับรัฐบาลที่กระทำผิด แล้วออกมาปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ประชาชนแสดงจุดยืนชัดเจนว่าออกมาต่อสู้ตามหลักสันติ อหิงสา และไม่ต้องการจะปะทะใคร แต่ออกมาเพื่อให้รัฐบาลลาออกจากรักษาการ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลไม่อยากให้เกิดเหตุปะทะขึ้น รัฐบาลต้องหยุดปลุกปั่นมวลชนคนเสื้อแดง เพราะที่ผ่านมาแกนนำ นปช.พยายามปลุกเรื่องทหารจะก่อปฏิวัติ
เอกนัฏ กล่าวต่อว่า เมื่อคืนวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา มีกระบวนการก่อกวนกลุ่มผู้ชุมนุมที่ยึดมั่นในสันติอหิงสา โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 23.00 น. ไล่ตั้งแต่บริเวณแยกนางเลิ้งที่มีการปาประทัดยักษ์ก่อกวนตลอดคืน และมาก่อกวนที่แยกมัฆวานฯ และจุดสุดท้ายรุนแรงถึงการใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ชุมนุมที่บริเวณแยกคอกวัว ทำให้มีผู้ถูกลูกหลงบาดเจ็บ 1 ราย แต่ไม่มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ ซึ่งการก่อกวนผู้ชุมนุมเริ่มตั้งแต่การกราดยิงการชุมนุมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่ถูกก่อกวนมาตลอดเกือบทุกคืน
ทั้งนี้ เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้เริ่มจาก กปปส.แต่ชัดเจนว่าเป็นการจัดตั้งเป็นกลุ่มกระบวนการก่อกวนการชุมนุมที่ใช้รถจักรยานยนต์เข้ามาก่อกวน ซึ่ง กปปส.ยืนยันว่าจะดูแลผู้ชุมนุมเป็นอย่างดี และขอเรียกร้องให้ตำรวจทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ประชาชนด้วย เพราะ กปปส.ยืนยันว่ายังยึดหลักชุมนุมโดยสงบ สันติ อหิงสา และปราศจากอาวุธ
วันเดียวกันที่ใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสศาลาแดง หน้าอาคารสีลม คอมเพล็กซ์ ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ได้นัดรวมพลชุมนุมเป่านกหวีดสนับสนุนการปฏิรูปประเทศไทยและเชิญชวนประชาชนร่วมกับ (กปปส.) ต่อต้านรัฐบาลในการปิดกรุงเทพฯ
สมเกียรติ หอมละออ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ปราศรัยว่า ประเทศต้องมีการปฏิรูปขนาดใหญ่เพื่อให้นักการเมืองทุจริตออกไป เพราะประเทศชาติเสียหาย ทั้งโครงการจำนำข้าวสร้างความเสียหายหลายแสนล้านบาท ดังนั้น ถ้าไม่มีการปฏิรูปประเทศจะเดินไปสู่ความหายนะ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็พยายามจะเข็นการเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 ให้เกิดขึ้น เพื่อจะหาข้ออ้างมายกตัวเองให้พ้นผิด โดยใช้เสียงข้างมากอย่างที่เคยทำมาตลอด ชมรมจึงเห็นว่าต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าโดยปราศจากการคอร์รัปชั่น







