
ประชาธิปไตย
ดูเหมือนว่าไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่กำลังประสบกับปัญหาวิกฤตการเมืองรุมเร้าอยู่อย่างหนัก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาสถานการณ์ก็ร้อนแรงอยู่เช่นกัน ขณะที่บังกลาเทศก็เกิดปัญหาการต่อต้านการเลือกตั้งจนเกิดการนองเลือดไปแล้ว มีผู้เสียชีวิตกว่า 11 ศพ
ดูเหมือนว่าไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่กำลังประสบกับปัญหาวิกฤตการเมืองรุมเร้าอยู่อย่างหนัก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาสถานการณ์ก็ร้อนแรงอยู่เช่นกัน ขณะที่บังกลาเทศก็เกิดปัญหาการต่อต้านการเลือกตั้งจนเกิดการนองเลือดไปแล้ว มีผู้เสียชีวิตกว่า 11 ศพ
ไม่รู้ว่าจะยกให้ใครเป็นโมเดลใคร ซึ่งที่แน่ๆ ถือว่าเป็นความล้มเหลวของประชาธิปไตยในเอเชียอย่างแท้จริง ที่คำว่าประชาธิปไตยนั้นกลายเป็นแค่ “ชื่อ” ของระบอบการปกครองเท่านั้น โดยที่ในการปฏิบัติจริงนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า
การประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชานั้นจบลงด้วยการทุบม็อบและยึดคืนพื้นที่จากผู้ประท้วงอย่างโหดร้าย ทั้งๆ ที่ผู้ประท้วงรวมตัวกันอย่างสันติ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 4 ศพ
แสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยแบบกัมพูชานั้นแฝงไปด้วยอำนาจเผด็จการของผู้นำที่ปกครองประเทศมายาวนานกว่า 30 ปี โดยที่ฮุนเซนยังสามารถควบคุมกองทัพได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดังที่กองทัพได้แถลงออกมาว่าจะต้องรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของรัฐบาล โดยไม่สนใจเสียงของประชาชนแต่อย่างใด
ในบังกลาเทศ ก็เป็นพัฒนาการของความเป็นเผด็จการของอำนาจรัฐเช่นเดียวกัน รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาซินา ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่เมื่อปี 2010 เอื้อประโยชน์ให้รัฐบาลและพรรคพวกมีสิทธิคุมการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อวานนี้ต่อไป โดยไม่สนใจต่อเสียงต่อต้านของฝ่ายค้านและประชาชน จนทำให้เกิดการบอยคอตการเลือกตั้งเป็นวงกว้าง เกิดการเผาทำลายคูหาเลือกตั้ง สุดท้ายตำรวจก็ใช้ความรุนแรงยิงเข้าใส่ประชาชนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 11 ราย
นี่แหละครับ ประชาธิปไตยแบบเอเชีย ที่ถูกนำมาใช้เป็นเพียงแค่เครื่องมือสู่การบรรลุอำนาจของกลุ่มผู้ปกครองรัฐเท่านั้น
ซ้ำร้าย แม้ดูเหมือนว่าประชาธิปไตยจะมีวิวัฒนาการที่ดีกว่าในกัมพูชาหรือบังกลาเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีได้เพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของประเทศพัฒนาแล้วนะครับ
เพราะประชาธิปไตยอันบูดเบี้ยวของไทยนั้น แม้ว่าจะดูเหมือนให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนมากกว่าสองประเทศนั้น แต่ในที่สุดก็กลับกลายเป็นว่าเสียงของประชาชนเองก็กลับถูกนำมาใช้เป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้นเอง และกลับให้ความสำคัญของคำว่า “เสียงส่วนมาก” จนมากเกินไป จนไปละเมิดสิทธิและไม่เคารพเสียงส่วนน้อย ที่พวกเขาก็เป็นประชาชนที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาในวันนี้
ไทยแลนด์ กัมพูชา บังกลาเทศ เราอยู่ในลีกเดียวกันแล้วครับ







