posttoday
ป.ป.ช.กับการชี้ชะตา 383 สส./สว.

ป.ป.ช.กับการชี้ชะตา 383 สส./สว.

06 มกราคม 2557

ในที่สุด คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็มีมติ เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2556 ให้แจ้งข้อกล่าวหา (อดีต) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภาในความผิดที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการได้มาของ สว.ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ความผิดตามข้อกล่าวหาข้างต้นนี้

ในที่สุด คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็มีมติ เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2556 ให้แจ้งข้อกล่าวหา (อดีต) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภาในความผิดที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการได้มาของ สว.ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ความผิดตามข้อกล่าวหาข้างต้นนี้

หากคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก (ตั้งแต่ 5 เสียงขึ้นไป) ชี้มูลความผิด เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งสองท่านนี้ ก็จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที (ตามมาตรา 55 ของกฎหมาย ป.ป.ช.) และสำนวนเกี่ยวกับความผิดนี้จะถูกส่งไปที่วุฒิสภา เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาถอดถอนออกจากตำแหน่ง และห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี และอาจถูกส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อลงโทษทางอาญาอีกด้วย ในโทษฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

การคาดการณ์การถูกกล่าวหาของตัวประธาน และรองประธานรัฐสภาทั้งสอง มิได้อยู่เหนือความคาดหมายของผู้คนโดยทั่วไป แต่สิ่งที่หลายคนสงสัยอยากจะรู้ก็คือว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะกล่าวหาและชี้มูลความผิด สส.และ สว.ที่เหลืออีก 381 คน หรือไม่?

ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้แถลงข่าวให้สาธารณชนทราบว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะประชุมกันในวันที่ 7 ม.ค. ศกนี้ เพื่อมีมติว่าจะกล่าวหาใครเพิ่มจาก 381 คนนี้ และเมื่อกล่าวหาไปแล้ว ใครบ้างอาจถูกชี้มูลและถูกส่งเรื่องไปให้วุฒิสภาถอดถอน และใครบ้างจะถูกส่งไปฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ก่อนที่ผู้เขียนจะแสดงความเห็นในเชิงตอบคำถามข้างต้นนี้ จะขออนุญาตเท้าความถึงมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในอดีต ในคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำนวนมาก อาทิ คดีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณรัฐสภา เมื่อเดือน ต.ค. 2551 ซึ่งมีตำรวจและรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำนวนมาก และคดีการออกแถลงการณ์ร่วมเขาพระวิหาร ซึ่งมีคณะรัฐมนตรีทั้งชุด และข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศอีกหลายคนเป็นผู้ถูกกล่าวหา หลังจากพิจารณาคดีทั้งสองนี้อยู่ระยะหนึ่ง คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็มีมติชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหาเพียงไม่กี่คน เช่น ในคดีสลายการชุมนุม มีเพียงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้น ที่ถูกชี้มูลในฝ่ายตำรวจ ในส่วนผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และตัวนายกรัฐมนตรีเองเป็นนักการเมืองที่ถูกชี้มูลในฝ่ายผู้ออกและควบคุมนโยบาย

ส่วนคดีเขาพระวิหารนั้นคณะกรรมการป.ป.ช. ก็ชี้มูลเฉพาะตัวรัฐมนตรีและตัวนายกรัฐมนตรีเท่านั้น มิได้ชี้มูลคณะรัฐมนตรีคนอื่น หรือเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศแต่อย่างใด

ปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนพยายามหาทฤษฎีมาอธิบายว่า ทำไมมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงเป็นเช่นนั้น? และได้สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ใช้ทฤษฎีที่เรียกว่า “ทฤษฎีภาระความรับผิดแห่งอำนาจ” (Theory of the Accountability of Power) เป็นแนวทางในการวินิจฉัยคดี โดยสามารถอธิบายอย่างง่ายๆ ว่า..

ในเหตุการณ์หรือกิจกรรมหนึ่งๆ จะมีคนที่เกี่ยวข้องหลายคนในระดับต่างๆ กัน แต่จะมีเพียงไม่กี่คนที่จะอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจ หรือความรับผิดชอบ (Power or Authority) ที่จะทำให้เหตุการณ์หรือกิจการนั้นเกิดขึ้นได้หรือดำเนินอยู่ได้ หรือสามารถยับยั้งเหตุการณ์ หรือกิจการที่เกิดขึ้นแล้วให้หยุดลงได้ ผู้ที่มีอำนาจหรือความรับผิดชอบในส่วนนี้ที่มีบทบาทเป็น “ต้นคิด” หรือ “เจ้ากี้เจ้าการ” หรือ “การแสดงออกไปในรูปแบบต่างๆ ที่ชัดเจนถึงอำนาจที่มีอยู่ดังกล่าว” ย่อมก่อให้เกิดภาระความรับผิด หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Accountability ผูกติดกับอำนาจนั้นๆ ด้วย

เพราะฉะนั้น หากเหตุการณ์หรือกิจการนั้นเป็นความผิด หรือก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้มีอำนาจซึ่งอยู่ในฐานะที่มีบทบาทชัดเจนเช่นนี้จะถูกชี้มูลความผิดไปด้วย

ความเป็นไปได้หรือความน่าเชื่อถือของทฤษฎีนี้ ไม่แต่เพียงจะใช้อยู่ในการพิจารณาคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เท่านั้น แต่อาจจะมองได้ด้วยว่าทางคณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ใช้ เพราะในคดีที่ขึ้นสู่ศาลนี้อย่างน้อย 2 คดี ซึ่ง ครม.ทั้งชุดเป็นผู้ถูกกล่าวหา ได้แก่ คดีหวยบนดิน และคดีกล้ายาง ศาลก็มิได้พิจารณาความผิดแบบ “เหมาเข่ง” กล่าวคือ ในคดีหวยบนดินนั้น ศาลตัดสินว่ามีความผิดเพียง 3 คน (ในบรรดาผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 40 กว่าคน) คือ (1) ตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ดูแลเรื่องนี้โดยตรง (2) ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล และ (3) ผู้อำนวยการสลากกินแบ่ง คนที่สี่คือตัวนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนสั่งการน่าจะผิดด้วย แต่เผอิญหนีคดีอยู่ต่างประเทศจึงยังไม่ถูกพิจารณา

ส่วนคดีกล้ายางนั้น ในเมื่อศาลเห็นว่า ตัวรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบสูงสุดในโครงการนี้ไม่ผิด ครม.ทั้งชุดก็เลยไม่ผิดไปด้วย ทุกคนที่ถูกกล่าวหาก็เลยรอดหมด

ถ้าทฤษฎีนี้ใช้อธิบายความผิดหรือไม่ผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ เราจะคาดการณ์ (หรือคาดเดา) มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้หรือไม่ว่าจะชี้มูลใครบ้าง?

ในเรื่องการผ่านกฎหมายการแก้รัฐธรรมนูญนี้ ผู้ที่รับผิดชอบที่เป็นตัวตั้งตัวตีชัดเจนสองท่านก็ถูก ป.ป.ช.กล่าวหาไปแล้ว แต่ท่านยังมีโอกาสต่อสู้อยู่ หากแต่ว่าข้อต่อสู้นั้น หากไม่ลึกล้ำและหนักแน่นถึงขนาดว่า เมื่อกรรมการ ป.ป.ช.แต่ละท่านอ่านแล้วต้อง “ขนลุกซู่” ด้วยความประทับใจแล้วละก็ โอกาสที่จะไม่ถูกชี้มูลอาจจะยากสักหน่อย ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่มีโอกาสจะถูกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ก็น่าจะเป็น สส.หรือ สว.ที่มีบทบาทเป็นผู้นำหรือได้แสดงตนสนับสนุนกฎหมายนี้อย่างออกหน้าออกตา เข้าข่ายเป็น “ต้นคิด” หรือ “เจ้ากี้เจ้าการ” หรือมีการแสดงออกในการโน้มนำคนอื่น เช่น การอภิปรายในรัฐสภา หรือการออกมาแสดงตัวต่อต้านไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงการจะไปฟ้องร้องตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (เช่น หัวหน้าพรรคการเมืองที่สนับสนุนกฎหมายนี้ หรือวิปรัฐบาล หรือตัวนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นประมุขฝ่ายบริหาร เป็นต้น)

ขณะที่ สส.ที่เสียบบัตรแทนคนอื่น คนนี้เข้าข่ายเป็นเจ้ากี้เจ้าการแน่นอน และอาจจะรอดจากการถูกกล่าวหาได้ยาก

แล้ว สส.ส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าข่ายมีบทบาทเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ แต่ทำตัวเหมือนเป็น “พระอันดับ” หรือทำตามคำสั่งของเจ้าของพรรค หรือหัวหน้าพรรค จะมีโอกาสถูกกล่าวหา และชี้มูลจาก ป.ป.ช.หรือไม่?

คำตอบคือ น่าจะไม่ ทั้งนี้ ก็เพราะข้อเท็จจริงทางการเมืองไทยในปัจจุบันนั้น สส.เหล่านี้มิได้มีความเป็นอิสระ หรือเป็นตัวของตัวเองอยู่แล้วแต่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าพรรคหรือผู้นำพรรค ในเมื่อหัวหน้าพรรคหรือผู้นำพรรคต้องรับภาระความรับผิดไปแล้ว สส.ที่ไม่ได้มีบทบาทหรือการแสดงออกอะไรอย่างชัดแจ้ง ก็จะได้อานิสงส์ในการรอดจากการถูกกล่าวหาและถูกชี้มูลไป ส่วน สว.นั้น โดยหลักการมีอิสระ และมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่

แต่ถ้าสนับสนุนการแก้กฎหมายเพื่อให้ตัวได้รับประโยชน์โดยตรง (เช่น เป็น สว.ที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว สนับสนุนให้แก้กฎหมายเพื่อตัวเองจะได้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก) ก็มีสิทธิถูกกล่าวหาเนื่องจากประโยชน์ทับซ้อนได้เหมือนกัน

กล่าวโดยสรุป ก็คือว่า ตามทฤษฎีนี้คงจะมีผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเข้าข่ายต้องรับผิดจากการมีบทบาทของตน แต่โอกาสที่ สส./สว.ส่วนใหญ่จะถูกกล่าวหาและชี้มูลแบบยกเข่งคงมีน้อย

ยกเว้นแต่ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้มองว่า สภาวะแวดล้อมทางสังคม การเมือง หรือของบ้านเมืองตอนนี้เปลี่ยนไป ทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว นำมาใช้กับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปไม่ได้ จำเป็นต้องทิ้งทฤษฎีเดิมและหาทฤษฎีใหม่มาใช้ และหากทฤษฎีใหม่นี้นำมาสู่การกล่าวหาและชี้มูลความผิดของ สส. และ สว.ส่วนใหญ่แล้วละก็ จะต้องเป็นการเปิดมิติใหม่ของการพัฒนาทางสังคมและการเมืองของประเทศไทยเลยทีเดียว n

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท