
เตือนคนไทยรับมือปีม้าก๊าซหุงต้ม-ค่าไฟ...ขยับยกแผง
ท่ามกลางสุญญากาศทางการเมืองในขณะนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญต้องได้รับผลกระทบจากการขาดความต่อเนื่องของกลไกทางภาครัฐ
ท่ามกลางสุญญากาศทางการเมืองในขณะนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญต้องได้รับผลกระทบจากการขาดความต่อเนื่องของกลไกทางภาครัฐ
สำหรับด้านพลังงานนั้น หลายคนยังมีความเป็นห่วงต่อราคาพลังงานที่มีโอกาสจะขยับสูงขึ้นตามทิศทางตลาดโลกในช่วงต้นปี 2557 เพราะหากต้องการใช้เครื่องมือของภาครัฐดำเนินการเพื่อพยุงราคาเหมือนที่ผ่านมาอาจดำเนินการอะไรได้ไม่มากนัก
ทั้งนี้ เมื่อสอบทานกับราคาพลังงานที่มีผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างราคาน้ำมันนั้น ต้องยอมรับว่าในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของปี 2556 ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในฤดูหนาว ส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ปรับขึ้นราคาไปด้วย ล่าสุดเมื่อวานนี้ (4 ม.ค.) ผู้ค้าน้ำมันได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์อีกลิตรละ 40 สตางค์ ส่งผลให้น้ำมันเบนซินขยับไปอยู่ที่ลิตรละ 48.45 บาท ใกล้จะแตะ 50 บาทอยู่รอมร่อ ส่วนแก๊สโซฮอล์ ทะลุ 40 บาทไปยืนอยู่ที่ 40.93 บาทแล้ว ส่วนอี 58 ขึ้นราคาลิตรละ 30 สตางค์ ไปอยู่ที่ 24.58 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลยังไม่ขยับ เพราะถูกตรึงไว้ที่ลิตรละ 30 บาท
ทั้งนี้ ดีเซลถูกกำหนดให้เป็นน้ำมันทางเศรษฐกิจที่เข้าไปใช้ ในภาคขนส่ง ทำให้เกือบทุกรัฐบาลพยายามตรึงราคาดีเซลไม่ให้ขยับสูงเกินไป เพื่อไม่ให้กระทบกับต้นทุนสินค้า และราคาดีเซล ที่ 30 บาท มักถูกนำไปใช้เป็นตัวเลขในการคำนวณราคาสินค้ามาโดยตลอด เพราะหากราคาดีเซลสูงกว่าระดับนี้ เท่ากับส่งสัญญาณให้สินค้าขยับราคาได้
ก่อนหน้าจะมีการยุบสภา พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เคยให้ความเห็นถึงนโยบายรัฐบาลที่ตรึงราคาดีเซลไว้ที่ลิตรละ 30 บาท ว่า อาจจะมีการทบทวนในช่วงต้นปี 2557 เนื่องจากมีการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปอุดหนุนราคาไว้ จนส่งผลต่อฐานะในระยะยาว แต่มีการยุบสภา การทำงานของรัฐมนตรีเข้าสู่โหมดรักษาการ ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ในขณะนี้ได้
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าแม้จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงาน ดีเซล 30 บาทต่อลิตร ก็จะยังถูกใช้เป็นนโยบายประชานิยมแบบต่อเนื่อง และอาจรวมถึงการยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล อัตราลิตรละ 5 บาทต่อเนื่องอีกด้วย เพราะเป็นเรื่องที่เห็นผลทันที ไม่ต้องอาศัยระยะเวลา
แต่ในทางกลับกันกองทุนน้ำมันฯ ก็คงต้องมีการบริหารจัดการที่ดีด้วย เพราะล่าสุด ณ วันที่ 1 ม.ค. 2557 ฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันฯ ติดลบแล้ว 103 ล้านบาท เพราะภาระการอุดหนุนก๊าซแอลพีจี ซ้ำด้วยการอุดหนุนดีเซล ทำให้กองทุนเริ่มมีรายจ่ายมากกว่ารายได้วันละ 22 ล้านบาท และต้องเริ่มกู้เงินจากวงเงินที่เปิดไว้ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากราคาดีเซลในตลาดโลกอยู่ในระดับนี้ วงเงินกู้ก็จะใช้ได้อีก 7 เดือน
นอกจากนี้ ปี 2557 ผู้บริโภคยังต้องเผชิญกับการปรับ โครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่รัฐบาลเดินหน้าการ ปรับขึ้นราคาเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม มาได้ 2.50 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2556 ทำให้ราคาแอลพีจีครัวเรือนปัจจุบันอยู่ที่ 20.63 บาทต่อกิโลกรัม และจะยังคงทยอยปรับขึ้นทุกเดือน เดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม เพื่อไปสู่เพดานราคาเป้าหมายที่ 24.82 บาทต่อกิโลกรัม ในเดือน ส.ค. 2557
ขณะที่แอลพีจีภาคขนส่งจะเริ่มทยอยปรับราคาเช่นกัน เมื่อราคาแอลพีจีครัวเรือนมีราคาเท่ากับ 21.38 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับราคาแอลพีจีขนส่งในปัจจุบันในเดือน มี.ค. 2557 ส่วนจะปรับขึ้นราคาในอัตราเท่าใดนั้น ยังต้องรอดูอีกครั้ง ซึ่งหากมีการปรับขึ้นแอลพีจีภาคขนส่งตามเวลาที่กำหนดไว้เดิม ก็จะมีผลต่อผู้ใช้รถยนต์ติดตั้งแอลพีจีเกือบ 1 ล้านคันทั่วประเทศ รวมถึงรถแท็กซี่ส่วนหนึ่งด้วย แต่ประเมินว่า แม้จะปรับราคาแอลพีจีขนส่ง แต่ปริมาณการใช้แอลพีจีในกลุ่มนี้ไม่น่าจะลดลงไปมาก เนื่องจากราคายังถูกกว่าน้ำมัน แต่อาจมีผลในแง่จิตวิทยาโดยเฉพาะกลุ่มรถแท็กซี่บ้างที่เกิดความไม่พอใจ
สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การปรับโครงสร้างราคาพลังงานจะยังเดินตามแผนที่กำหนดไว้ รวมถึงการเฝ้าติดตามราคาพลังงานในแต่ละช่วง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวราคาน้ำมันจะสูงขึ้น และสะท้อนไปถึงราคาแอลพีจีที่ตอนนี้ทะลุกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตันไปแล้ว นั่นหมายถึงภาระกองทุนน้ำมันฯ ในการเข้าไปชดเชยราคาและการนำเข้าแอลพีจี โดยการปรับราคาแอลพีจีจะเดินตามกรอบของมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่กำหนดไว้ และมีมาตรการลดผลกระทบให้กับผู้มีรายได้น้อยในกลุ่มผู้ใช้ไฟฟรี และหาบเร่แผงลอย ประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน ควบคู่กันไปด้วย
การปรับราคาพลังงานเพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริงและเป็นการเตรียมพร้อมกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เมื่อถึงตอนนั้นคงไม่มีใครอยากให้ต่างชาติเข้ามาใช้พลังงานราคาถูกในบ้านเรา โดยในปี 2557 กระทรวงพลังงานมีแผนชัดเจนในการรณรงค์ให้เกิดการประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วน ทั้งเยาวชน ประชาชน บ้านเรือนที่อยู่อาศัย และอาคารสำนักงาน ต้องปูพรมให้ดีเพื่อลดการใช้ ปีหน้านำไปสู่การใช้ที่เข้มข้น
สำหรับค่าไฟฟ้าซึ่งถือเป็นต้นทุนพลังงานอย่างหนึ่งที่สำคัญ ตลอดปี 2556 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) พยายามรักษาอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (เอฟที) ไม่ให้ปรับสูงขึ้นจนเกินไป จากการบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้ามาช่วยรับภาระไปก่อน
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เรกูเลเตอร์ได้ปรับประกาศปรับขึ้นค่าเอฟทีรอบเดือน ม.ค.เม.ย. 2557 อีก 5 สตางค์ต่อหน่วย ต่ำกว่าต้นทุนการคำนวณของไฟฟ้าที่ควรจะปรับขึ้น 6.99 สตางค์ต่อหน่วย
ขณะที่ค่าเอฟทีในปี 2557 ในรอบถัดไป มีโอกาสปรับขึ้นจากปัจจัยค่าเงินบาทที่อ่อนค่า และราคาก๊าซในตลาดโลก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า โดยปัจจุบันค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.86 บาทต่อหน่วย และหากค่าเอฟทีมีโอกาสปรับขึ้น เป็นไปได้ว่าอัตราค่าไฟฟ้าจะไปแตะระดับที่ 4 บาทต่อหน่วยในระยะเวลาไม่ไกลจากนี้
อย่างไรก็ตาม ประมวลตามโครงสร้างราคาพลังงานแต่ละประเภท มีสัญญาณได้ว่าเป็นปีม้ากระโดด เพราะอยู่ในทิศทางขาขึ้นเกือบทั้งหมด เพียงแต่ว่าต้องติดตามว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามามีนโยบายแบบไหน
แต่สิ่งสำคัญที่สุด ประชาชนทุกคนจำต้องเห็นความสำคัญกับการประหยัดพลังงานให้มากขึ้น เพื่อเป็นเกราะป้องกันด่านแรกของการลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นทุกวัน







