posttoday
ล้างชั่ว เพื่อชาติ

ล้างชั่ว เพื่อชาติ

05 มกราคม 2557

แม้จะมีการส่งคำอวยพรให้กันและกันอย่างมากมาย โดยเฉพาะที่ผ่านโซเชียลมีเดียจำพวกไลน์และเฟซบุ๊ก

ปีใหม่ปีนี้น่าจะเรียกว่า “ปีใหม่เพื่อชาติ”

แม้จะมีการส่งคำอวยพรให้กันและกันอย่างมากมาย โดยเฉพาะที่ผ่านโซเชียลมีเดียจำพวกไลน์และเฟซบุ๊ก (ต้องขอขอบคุณเพราะช่วยลดค่า ส.ค.ส.ได้มาก ที่สำคัญไม่ทำให้โลกร้อน เพราะไม่ใช้กระดาษ แต่ก็ใช้แบตเตอรี่และค่าเชื่อมต่อไวไฟหรือ 3G) แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีคำบ่นและคำห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองแนบมาด้วย ทั้งแบบเปิดเผยและแอบซ่อน

ตัวอย่างหนึ่งของคนที่ “ตรงไปตรงมา”

“สวัสดีปีใหม่ ขอแสดงความในใจออกมาให้ชัดๆ ขอสรุปสั้นๆ สำหรับคนที่ว่าม็อบทำรถติด ไม่มีงานทำ ว่างเหรอ ไร้สาระ บลาๆๆ ฯลฯ ฟังนิดนะครับ ถ้าไม่มีม็อบมวลมหาประชาชน ตอนนี้เราคงเป็นแบบนี้ 1.พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผ่านฉลุย ทักษิณกลับบ้าน ได้คืนทรัพย์สินทั้งหมด โคตรตระกูลพวกมันสบายไป 2.มาตรา 190 ผ่านฉลุย ทรัพยากรแผ่นดินค่อยๆ หายไปอย่างถูกกฎหมาย 3.เงินกู้ 2.2 ล้านบาทผ่านฉลุย พวกเราทุกคนตายไปอีกหลายชาติก็ใช้หนี้ไม่หมด

ขอให้คนที่บ่นและด่าช่วยคิดสักนิด ไม่ช่วยไม่ว่า มือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำ ช่วยให้เกียรติคนที่เขาสละเวลาทำงาน เวลาทำมาหากิน เวลาพักผ่อน ออกมาทำเพื่ออนาคตของชาติด้วย เขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เขาไม่ได้วางงาน เขาไม่ได้ขาดความอบอุ่นในครอบครัว เขาไม่ได้มาคิดรังควานหรือรังแกใคร แต่เขามีน้ำใจที่จะออกมาทำเพื่อส่วนรวม มีความหวังที่อยากจะเห็นบ้านเมืองนี้ดีขึ้น เข้าใจคำนี้ไหมครับ เขามีใจ เขาทำเพื่อลูกหลานของเรา และทำเพื่อแผ่นดิน เคลียร์ไม๊?”

อีกตัวอย่างที่ขอร้องอย่าง “กุลสตรี”

“สวัสดีปีใหม่ ทั่วประเทศไทยจะชัตดาวน์ ก็เป็นห่วงเหมือนกันว่า กรุงเทพฯ ต้องเป็นอัมพาต มีป้ายยักษ์ตรงพระราม 4 เขียนว่า จะเอาเทือกตั้งหรือเลือกตั้ง ก็กลัวเหมือนกันว่าคนไทยจะต้องฆ่ากัน แต่มาคิดดูอีกทีก็กลัวว่าจะได้นักการเมืองเลวๆ รัฐบาลชั่วๆ มาบริหารแบบเร่ร่อนอย่างนี้ต่อไปอีก ไม่มีที่ทำงาน เข้าทำเนียบไม่ได้ รัฐมนตรีกักขฬะ พวกมากลากไป สภาทาส ฯลฯ จึงเลิกกลัว แล้วมองไปข้างหน้าว่า ถ้าเราสู้สิ่งที่เรารังเกียจและไม่ต้องการนี้จะหมดไป สู้ๆค่ะ”

ปีใหม่นี้ควรเป็นปีที่เราทุกคนต้องสู้เพื่อชาติ!

ครั้งหลังสุดที่ผู้เขียนขึ้นไปพูดบนเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก่อนสิ้นปีเก่า ได้ย้ำความคิดกับมวลมหาประชาชนว่า การต่อสู้ของพวกเราเป็นการต่อสู้บนฐานอุดมการณ์ที่เข้มแข็ง เข้มแข็งด้วย “แรงหนุน” 4 ส่วน คือ หนึ่ง เรามีคนไทย “จำนวนมาก” สนับสนุน สอง สนับสนุนด้วยความหวังหรืออุดมการณ์ร่วมกันที่ว่า “คุณธรรมจักต้องนำการเมือง” สาม สนับสนุนบนจุดยืนที่ว่า “ไม่เอาระบอบทักษิณ” อันเป็นชื่อเรียกของระบอบเผด็จการทุนนิยมสามานย์ และสี่ เรามีเป้าหมายร่วมกันอย่างเข้มแข็งว่าจะต้องเอารัฐบาลและนักการเมืองชั่วๆ พวกนี้ออกไปเสียก่อน

ต้องล้างซากให้หมดชั่วแล้วสร้างตัวขึ้นใหม่

ผู้เขียนย้ำเสมอว่า ขณะนี้เราไม่มีรัฐบาลปกครองประเทศไทยแล้ว ไม่ใช่เพราะการเร่ร่อนหลบไปประชุมตามค่ายทหาร หรือสั่งการระบบราชการในหลายๆ ส่วนไม่ได้ แต่เพราะรัฐบาลนี้ “หมดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง” ทั้งนิตินัยและพฤตินัย ทางนิตินัยก็คือ การปฏิเสธอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ จึงอยู่ในฐานะกบฏ กับการที่กดหัวสภาทาสให้ออกกฎหมายเลวๆ ที่กำลังรอคำพิพากษาอีกหลายศาล จึงอยู่ในฐานะอาชญากร ส่วนทางพฤตินัยก็คือ รัฐบาลนี้ไม่ได้รับการยอมรับนับถือและเคารพเชื่อฟังจากคนไทยจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากมวลมหาประชาชนที่ออกมาต่อต้านกันมากขึ้นๆ ทุกครั้ง และกำลังมุ่งมั่นขับไล่รัฐบาลนี้อยู่อย่างเข้มแข็ง

รัฐบาลนี้จึงไม่มีตัวตนและไม่มีความหมาย

จึงถือเป็นสิทธิอำนาจที่ประชาชนได้คืนซึ่งอำนาจที่เป็นของประชาชนมาแต่เดิมนั้นกลับมาโดยบริบูรณ์ เพื่อร่วมกันนำอำนาจที่ได้คืนมานี้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะต้องมีการ “ปฏิรูปประเทศ” ด้วยการจัดให้มี “สภาประชาชน” ขึ้นมาช่วยกันคิดช่วยกันทำ ทำรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ให้พร้อม จากนั้นจึงกลับไปสู่การเลือกตั้งหาคนดีๆ เข้าสู่สภา เพื่อมาเลือกคนดีๆ เป็นนายกฯ และรัฐบาล แล้วก็ต้องช่วยกันดูแลบ้านเมืองโดย “คนดี” ซึ่งก็คือมวลมหาประชาชนพลเมืองดี ไม่เป็น “ไทยเฉยไทยเฉื่อย” ให้คนเลวฉวยโอกาส

คอยดูไม่ให้ระบอบชั่วฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีก

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่ายังมีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่มองการกระทำของมวลมหาประชาชนไปอีกด้าน เช่น หาว่าทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย เศรษฐกิจทรุด หุ้นตก ส่งออกลด การบริโภคถดถอย ฯลฯ และอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงทางการเมือง หรือ “สงครามกลางเมือง” ซึ่งก็มีคนออกมาชี้แจงว่า ลองนึกถึงภาพความเสียหายที่รัฐบาลชั่วๆ และนักการเมืองเลวๆ ทำกับประเทศไทยตลอดเวลาหลายปีมานี้บ้างว่า เมื่อเทียบกับที่มวลมหาประชาชนกำลังชัตดาวน์กรุงเทพฯ ที่เพิ่งผ่านมาได้ 2 เดือนเศษๆ นี้ ใครทำความเสียหายให้กับประเทศมากกว่ากัน

หรืออยากเลือกตั้งให้มันครองเมืองต่อไปอีก

ใครที่ได้อ่านคอลัมน์จับทวนสวนกระแสของสันทัดกรณี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา น่าจะซึ้งแก่ใจอย่างที่ผู้เขียนก็รู้สึกว่า ถ้าเราใจอ่อนให้อภัยแก่ “ความชั่วคนชั่ว” เราก็จะกลับไปสู่วังวนเดิมๆ โดยในคอลัมน์นั้นได้ยกกรณีของแลนซ์ อาร์มสตรอง นักปั่นจักรยานแชมป์โลก 7 สมัย ที่ถูกจับได้ว่าโด๊ปยาและถูกตัดสินไม่ให้แข่งจักรยานไปตลอดชีวิต แม้จะมีช่วงหนึ่งที่ได้เป็นไอดอลของคนสู้ชีวิตที่รอดมาจากมะเร็งได้อย่างเข้มแข็ง แต่เมื่อจะกลับมาเป็นนักกีฬาอีกโดยการขอเปลี่ยนไปเป็นนักว่ายน้ำ สหพันธ์ว่ายน้ำนานาชาติก็ไม่ยอม เพราะประวัติมีราคีคาวไปแล้ว

ความชั่วต้องไม่ลอยนวลหรือเป็นลมหวน

นี่คือ “สังคมทัณฑ์” หรือ Social Sanction ที่มีพลังอำนาจเหนือกว่ากฎหมายใดๆ เพราะมันเป็น “สัญญาประชาคม” หรือ “อุดมการณ์ของบ้านเมือง” อย่างที่ผู้เขียนเชื่อว่าขณะนี้ได้เกิดขึ้นในท่ามกลาง “หัวจิตหัวใจ” ของมวลมหาชนคนไทยที่ร่วมกันต่อต้านระบอบทักษิณนี้อย่างมั่นคงแล้ว บางคนแม้จะไม่ได้ออกมาร่วมกันตามจุดต่างๆ บนท้องถนน แต่หัวใจของพวกเขาก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และร่วมต่อสู้กันในรูปแบบใดๆ ก็ได้ โดยเบื้องบนของพวกเขามีพระเจ้าอยู่หัว เบื้องหน้ามีอนาคตของลูกหลาน เบื้องหลังซ้ายขวาคือคนไทยและสังคมไทยที่ประสานกันแนบแน่น

เบื้องล่างที่เขาเหยียบอยู่นั้นคือ “ระบอบทักษิณ”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท