
ไม่ใช่ฮาร์ดคอร์"คปท."สันติวิธีเชิงรุก
ตั้งแต่เริ่มชุมนุมจนถึงขณะนี้ยังยึดหลักสันติวิธีมาโดยตลอด แต่สันติวิธีที่จะเป็นผลในการรณรงค์ทางการเมืองให้ได้ผลนั้น “ต้องเป็นสันติวิธีเชิงรุก”
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน/สุภชาติ เล็บนาค
ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ที่มือมืดลอบทำร้ายหน่วยรักษาความปลอดภัยของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กลางดึก ว่ากันว่าเป็นปฏิบัติการ “เอาคืน” ภายหลังผู้ชุมนุม “ห้าวเป้ง” บุกกดดันการรับสมัครลงเลือกตั้งที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง
แนวป้องกันบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐประชิดทำเนียบรัฐบาล จึงเต็มไปด้วยกระสอบทรายและบังเกอร์ยางรถยนต์ มาตรการคุมเข้มความปลอดภัยถูกยกระดับถึงขีดสุด “โพสต์ทูเดย์” ฝ่าเปลวแดดเที่ยงวันมุดเข้าหลังเวที นัดหมายขอดเกล็ดสัญญาณความรุนแรงกับ “นิติธร ล้ำเหลือ” แกนนำ คปท. ที่เพิ่งรอดพ้นจากยุทธการ “อุ้ม-ฆ่า” มาอย่าง หวุดหวิด
“ตอนนี้ผมต้องอยู่ในพื้นที่ชุมนุมตลอด 24 ชั่วโมง ไปไหนไม่ได้แล้ว มันไม่ปลอดภัย” นิติธร สวมเสื้อกล้ามสีขาว กางเกงบลูยีนส์ รองเท้าฟองน้ำสีเขียว ใช้ตะเกียบคีบเส้น ก๋วยเตี๋ยวจากชามโฟม วิถีชีวิตไม่แตกต่างไปจากมวลชนคนอื่นๆ
ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ตำรวจจะเข้ามาบุกจับรวบตัวในระยะเวลาอันใกล้นี้ นิติธรตอบราบเรียบ “อาจจะมีความคิด แต่ผมคิดว่าเขาไม่น่าจะกล้าเสี่ยง ไม่กล้าลงมือผลีผลาม เพราะถ้าไม่มีแกนนำหรือคนที่มวลชนยอมรับ มันจะเกิดสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ขึ้น”
อะไรคือสถานการณ์นั้น? “เขาก็จะจัดการของเขาเอง อันนี้แหละที่จะคุมไม่ได้ ตำรวจบอกว่าถ้าตำรวจติดอาวุธประชาชนตายเป็นร้อย ถามว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงมวลชนจะยอมให้คุณทำฝ่ายเดียวหรือ ไม่มีทาง เพราะฉะนั้นวันนี้ ต้องดูแลให้พื้นที่ชุมนุมปลอดภัยและแกนนำปลอดภัย กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้มีมากกว่าประชาชน”
ข้อสังเกตหนึ่งถูกตั้งขึ้นท่ามกลางห่ากระสุนและควันแก๊สน้ำตา ... เพราะแนวทางของ คปท. เป็น “ฮาร์ดคอร์” ใช่หรือไม่? แต่ละการเคลื่อนขบวนจึงล่อเป้า-สุ่มเสี่ยง
“เราไม่ใช่ฮาร์ดคอร์และไม่ได้มีบทบาทเป็นหน่วยหน้า แต่หากมองทางกายภาพจากพื้นที่การชุมนุมก็อาจจะใช่ สาเหตุที่โดนถล่มอยู่จุดเดียวคงเป็นเพราะ คปท.อยู่ในพื้นที่แหลมคมในการกดดันรัฐบาล ประเด็นและการเคลื่อนไหวก็แหลมคมต่อสถานการณ์ นำมาสู่ความเพลี่ยงพล้ำของรัฐบาลในหลายๆ เรื่องมากกว่าเวทีอื่น”
ตัวอย่างเช่น หาก คปท.ไม่เคลื่อนไปยังศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง ในวันนี้ บ้านเมืองคงจะเต็มไปด้วยแผ่นป้ายหาเสียง และคงไม่เกิดปรากฏการณ์ปฏิเสธการเลือกตั้งในภาคใต้ ต้องยอมรับกันว่านี่เป็นผลมาจากกระแสของ คปท.
นิติธร ยอมรับว่า จากนี้คงต้องปรับมาตรการรักษาความปลอดภัยขึ้นอีก แต่อย่างไร คปท.ก็ต้องออกเดินรณรงค์ต่อไป หยุดไม่ได้ ยืนยันว่าตั้งแต่เริ่มชุมนุมจนถึงขณะนี้ยังยึดหลักสันติวิธีมาโดยตลอด และไม่เคยก้าวล่วงไปในแนวทางอื่น
แต่สันติวิธีที่จะเป็นผลในการรณรงค์ทางการเมืองให้ได้ผลนั้น “ต้องเป็นสันติวิธีเชิงรุก”
ร่วม 25 ปี คือตั้งแต่ปี 2532 มาจนถึงปัจจุบัน นิติธรเรียนรู้และมีประสบการณ์การทำงานด้านสันติวิธีมาโดยตลอด เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม มีโอกาสทำงานด้านสันติวิธีร่วมกับ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ โคทม อารียา พระไพศาล วิสาโล หรือแม้แต่ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
นาทีนี้เขาได้อ้างอิงแนวทาง “สันติวิธี” ในรูปแบบที่หลายคนอาจไม่คุ้นชิน แต่เป็นไปจริงตามครรลองของทฤษฎี
“เรามองว่าสันติวิธีที่จะได้ผลทางการเมือง คือการสร้างสัญลักษณ์และสันติวิธีเชิงรุก สำหรับสันติวิธีเชิงรุกคือการแสดงออกถึงการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา พร้อมกับยอมรับผิดของผลทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องให้ความมั่นใจแก่คนได้ว่ามันเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้และมีผลกระเทือนต่อเป้าหมายโดยตรง จนเป้าหมายอยู่ไม่ได้ ต้องออกมาให้ความเห็นต่อสังคม”
ตัวอย่างเช่น การเดินขบวน “เข้าพื้นที่ความมั่นคง” เรามองกฎหมายว่าสามารถจัดการชุมนุมได้ถ้ามีความปลอดภัยตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ครั้งหนึ่งที่ คปท.ประกาศเคลื่อนไปวางพวงมาลาที่ลานพระบรมรูปทรงม้าแล้วตำรวจพยายามขัดขวาง ที่สุดเราก็พิสูจน์ว่าเข้าไปได้มวลชนก็เกิดความมั่นใจ หรือการเคลื่อนขบวนใหญ่ไปที่วัดพระแก้ว ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ศาลเจ้าพ่อเสือ มีเป้าหมายคือ “เดินผ่าพื้นที่ความมั่นคง” เพื่อสร้างความมั่นใจว่าแกนนำพาผู้ชุมนุมไปได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
“เราเคลื่อนรุกเข้าไปที่กองทัพบกก็เพื่อถามเขาว่ากำลังทำอะไรอยู่ วันนี้รัฐบาลกระทำผิดรัฐธรรมนูญ ท่าทีของคุณจะเอาอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้ จะสนับสนุน ปฏิเสธ หรือจะ ขัดแย้งกับภาคประชาชน คือไม่สนับสนุนการชุมนุม ซึ่งผลจากการเคลื่อนไหวในครั้งนั้นทำให้ผู้บัญชาการทหารบกต้องออกมาแสดงท่าทีเป็นครั้งแรก นี่คือเหตุผลที่เราตัดสินใจบุกเข้าไปกองทัพบก ซึ่งถ้าจะผิดกฎหมายก็แค่การบุกรุกสถานที่ราชการ แต่สิ่งสำคัญคือเจตนาของเราต้องตรงไปตรงมา และพร้อมเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรม”
“หรือแม้แต่กรณีที่เราไปยังสถานทูตอเมริกา เพราะสหรัฐอเมริกาเปรียบเทียบการชุมนุมของไทยกับยูเครน โดยบอกว่าประเทศไทยไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วก็เกิดกรณีซูเอี๋ยตั้งฐานทัพเรือ คือถ้าอเมริกาบอกว่าตัวเองเป็นประเทศที่มีหลักนิติรัฐ นิติธรรม แล้ว ในเมื่อรัฐบาลไทยในขณะนี้ปฏิเสธรัฐธรรมนูญ เหตุใดอเมริกาจึงสนับสนุน คปท.ต้องไปถาม”
เฉพาะห้วงเวลา 2 เดือน ที่ปักหลักอยู่บนถนนราชดำเนิน คปท.เผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจนับครั้งไม่ถ้วน และส่วนใหญ่ล้วนแต่ถูกกระทำอย่างรุนแรงมากกว่าพื้นที่การชุมนุมอื่นๆ ทว่า “มวลชน” ของ คปท.ไม่เคยยี่หระกับคาวเลือดและคราบน้ำตา
แกนนำรายนี้ อธิบายว่า เป็นเพราะได้เสนอความเป็นจริงให้กับมวลชนว่าอะไรคือการต่อสู้ทางการเมือง และจะต้องเจอกับวิธีปฏิบัติของรัฐบาลอย่างไร มันต้องเสนอโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่ไปสร้างโลกที่สวยงามให้มวลชน เพราะความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดของการชุมนุม คือมวลชนไม่ เข้าใจสถานการณ์จริง เมื่อเกิดเหตุก็จะไม่มีระเบียบวินัย
“ปัจจัยจะทำให้เสียชีวิตมากที่สุดคืออะไร คือการเหยียบกันตาย การแตกตื่น การไม่เตรียมกระบวนการช่วยเหลือ การไม่รู้ช่องทางเคลื่อนย้ายผู้คน การไม่รู้ช่องทางให้ผู้คนหลบกำบัง หรือช่องทางลำเลียงอุปกรณ์ช่วยเหลือเข้ามา นี่จะเป็นเหตุให้ประชาชนเสียชีวิตมากกว่าถูกกระทำโดยตรง”
“เห็นได้ว่าพื้นที่ คปท.แม้ว่ารัฐจะใช้ความรุนแรง ใช้แก๊สน้ำตา ซึ่งเราโดนหนักมาก แต่ประชาชนที่นี่ไม่ได้ตอบโต้ด้วยความรุนแรงเลย ถ้ารัฐยังใช้แก๊สน้ำตาอยู่ก็ไม่มีอะไรรุนแรง ก็สู้กัน เราก็เอาน้ำ เอากระสอบ เอาถังดับเพลิง อย่างที่เห็นๆ ไปสู้ เราโดนกระสุนจริงไป 2-3 คน เรายังไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง นี่คือประชาชนที่อยู่กับความจริงและอยู่กับสถานการณ์ แต่ถ้าไม่ได้มีการเตรียมหรือไม่ได้มีการแจ้ง มันจะเหมือนต่างคนต่างหาอาวุธได้ แรงมา ยิงมา ก็ยิงไป โดยไม่คำนึงว่ามันจะเสียหายอย่างไร มันจะทำให้ความรุนแรงขยายตัวหรือไม่”
จนถึงขณะนี้เข้าใกล้เป้าหมายแล้วหรือยัง ? “ความเห็นผมมันยังไม่ถึงจะชี้ชัดได้เหมือนเข้าเส้นชัยก็ต้องดูที่รูปถ่าย เชื่อว่าภายในเดือน ม.ค.นี้ ก็คงยังไม่จบ ก็อยู่กันไปสิ 7 วัน 10 วัน ก็อยู่กันไป”
“วันนี้รัฐบาลใช้วิธีการหนี ส่วนทหารก็ยังคงเพิกเฉยต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง ทั้งที่รัฐบาลนี้ พรรคการเมืองนี้ เคยถูกศาลตัดสินมาแล้วว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อการปกครองของประเทศไทย คุณไม่ควรมีสิทธิมารับเลือกตั้ง คุณพักสิทธิการเมือง 5 ปี โดยไม่ได้อบรมจิตใจ ไม่ได้คุมประพฤติ ไม่ได้เข้าคอร์สอบรมประชาธิปไตยเลย ขณะที่คนทำผิดยาเสพติด ข่มขืน ต้องถูกบำบัด แต่นักการเมืองไม่มีกลไกนี้”
“ขณะที่นักธุรกิจก็ต้องพูดให้ชัด อย่าเห็นแก่ตัว คุณตีกินจากกำไรอย่างเดียวแล้วก็อาศัยอำนาจรัฐในการทำธุรกิจ เอาเป็นว่าไม่มีคุณธรรมหรือมีคุณธรรมน้อยเกินไป อีกส่วนคือความกล้าหาญของข้าราชการก็น้อย ไม่มีความก้าวหน้าและเป็นประชาธิปไตยน้อยที่สุด มันเป็นความเคยชินกับระบบที่ยอมจำนนกับอำนาจ ผมว่าข้าราชการทำให้สภาพบังคับ หรือการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเป็นหมัน”
ถามถึงสถานะการเงินของ คปท. ขณะนี้ ที่ไม่ได้รับบริจาคมากมายหมือนเวทีใหญ่อย่างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นิติธร ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีปัญหาอยู่บ้าง เนื่องจากไม่เคยขอรับบริจาคจากใคร จนหลายครั้งต้องไปหยิบยืมเพื่อมาจ่ายค่าเช่าเวทีและอุปกรณ์เครื่องเสียงล่วงหน้า
“มีหลายส่วนความเข้าใจว่าหลายเวทีสนับสนุน คปท. ไม่ใช่เรื่องจริง เรายืนด้วยลำแข้งของเรา ไม่มีค่าเวที ไม่พอผมก็ยืมเขามาจ่าย หลายครั้งเราก็ประกาศกับพี่น้องตรงๆ หน้าเวทีว่าเราไม่มีเราก็รับบริจาคหน้าเวที อาหารไม่มี พอประชาชนทราบข่าวเขาก็สนับสนุนเรา อาจเป็นเพราะเราปักธงชัดเจน และเราดำรงความอิสระเป็นสิ่งสำคัญ ในช่วงหลังมวลชนก็สนับสนุนมากขึ้น เวทีอื่นก็รู้มากขึ้นว่าเราสู้ด้วยความยากลำบาก”นิติธรระบุ
ตร.สร้างสถานการณ์รุนแรง
ปมสำคัญที่ทำให้การชุมนุมหวนกลับมาสู่ภาพความรุนแรงอีกครั้ง หนีไม่พ้นเหตุการณ์ปะทะที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บนับร้อย และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 2 คน นิติธร ย้อนให้ฟังว่า ความรุนแรงทั้งหมดเกิดจากความ เข้าใจผิดมากกว่าจะตั้งใจให้เกิดความรุนแรง
“คปท.พูดชัดเจน เรามีหนังสือไปที่ กกต.แล้ว ว่าการเลือกตั้งจะมีปัญหา แล้วก็บอกว่า สิ่งที่ กกต.ควรทำก็คือพิจารณาความสิ้นสุดสมาชิกภาพของ สส. และ สว. ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะ ถ้า กกต.วินิจฉัยเสียก่อน คนพวกนี้จะสมัครเลือกตั้งไม่ได้ และจะขาดคุณสมบัติทันที เพราะศาลวินิจฉัยว่าทำผิด เพราะต้องการได้อำนาจ โดยไม่ใช่ด้วยวิถีทางรัฐธรรมนูญ นี่ถ้า กกต.จะทำหน้าที่ก็ต้องทำแบบนี้ แต่ กกต.กลับใช้อำนาจจัดเลือกตั้งต่อ”
นิติธร บอกว่า เมื่อประชาชนทำหนังสือไปถึง กกต. ก็ต้องทำหน้าที่พิจารณาแล้วทำหนังสือตอบกลับมาทันที เพราะ กกต.ก็ต้องมีวิจารณญาณว่า หากเลือกตั้งต่อไปและมีการชี้ความผิดเรื่องนี้ในอนาคต สุดท้ายก็ขัดรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เงินเลือกตั้งใหม่อีกกว่า 3,800 ล้านบาท เพราะฉะนั้น กกต.ต้องแข็งขันว่าเลื่อนออกไปก่อน เพราะมีข้อโต้แย้งแล้ว ขณะเดียวกัน เราก็ต้องการให้ กกต.ตอบให้ได้ว่า ทำไมตอนตี 3 ถึงมีพรรคการเมืองเข้าไปสมัครได้แค่ 8 พรรค พรรคการเมืองที่เหลือจะทำอย่างไร และจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นบริสุทธิ์ ยุติธรรม จริงๆ
“ประเด็น คือ 1.กกต.เลือกปฏิบัติแล้ว คุณถูกสงสัยในเรื่องรับสินบน เอื้อประโยชน์ให้พรรคใดพรรคหนึ่งหรือเปล่า 2.วิธีการปฏิบัติของคุณ เอาคนไปรับสมัครที่ สน.ดินแดง ซึ่งผิดกฎหมาย ผมทำหนังสือยกข้อกฎหมายไปว่าเมื่อมีข้อโต้แย้ง ข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ กกต.มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำเสียเอง ต้องพิจารณาโดยพลัน ซึ่ง กกต.ต้องชี้ว่าผิด และเลื่อนเลือกตั้งทันที นี่จึงเป็นเหตุที่ คปท.ต้องเคลื่อนไปอีกวัน เพราะ คปท.บอกไว้แล้วว่า เราต้องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง และการเลือกตั้งจะมีปัญหา”
นิติธร บอกว่า หลังจากเคลื่อนไปถึงหน้าสนามไทย-ญี่ปุ่นแล้ว ทาง คปท.ได้ขอให้ตัวแทนผู้ชุมนุมพร้อมกับสื่อมวลชนเข้าไปสังเกตการณ์การจับสลากหมายเลข ซึ่งรองเลขาธิการ กกต.ก็อนุญาตให้เข้าไป แต่อาจเกิดความผิดพลาดในการประสานกัน เพราะตำรวจไม่ให้เข้า สุดท้ายก็เลยดันกัน
“ผมถามตำรวจว่าทำทำไม เขาบอกว่า ทางรองเลขาธิการ กกต. ไม่ทันได้แจ้งว่าให้มวลชนเข้าได้ เลยเข้าใจผิดกัน พอประชาชนจะเข้าเลยดันกัน ประชาชนก็ยัวะ ทีนี้พร้อมๆ กัน อีกมุมหนึ่ง กลางสนาม ตำรวจก็เข้ามาบีบ คปท.ทุกด้าน แล้วตำรวจก็เอาแก๊สน้ำตา กระสุนยางยิงไปที่รถเครื่องเสียง ถามว่าเพื่ออะไร ก็เพื่อให้เกิดความวุ่นวายให้คุมมวลชนไม่ได้ นี่ต่างหากที่ทำให้รุนแรงมากขึ้น”แกนนำ คปท.เล่าให้ฟัง
เขาบอกอีกว่า ถ้า คปท.จะรุนแรงคงไม่ล้อมตำรวจไว้เฉยๆ ที่สนามหญ้า แล้วเจรจาเพื่อปล่อยตัวกลับ เหตุการณ์ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น นั้น ฝ่ายที่ต้องการรุนแรงเพียงฝ่ายเดียวหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่พยายามทำทุกอย่างให้เกิดความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะด้วยความต้องการใดก็ตาม
“เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตเราเสียใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องสังเกตก็คือ ทำไมวันนั้นที่มีการแถลงข่าวกลับไม่พูดว่าเป็นฝีมือผู้ชุมนุมกระทำ แต่พูด 2-3 รอบว่ามีตำรวจเสียชีวิตจากพื้นที่ชุมนุม นั่นหมายความว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าอะไรเกิดขึ้น ในแง่ความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้าเจ้าหน้าที่ถูกยิงจากฝ่ายประชาชน ผมคิดว่าเขาไม่รั้งรอที่จะพูด เขาต้องพูดทันที เพื่อให้ผู้ชุมนุมหมดความชอบธรรม นี่ไม่พูด น่าสนใจว่าทำไม”
นิติธร บอกอีกว่า ตั้งแต่ตอนที่ไปถึง คปท.เห็นชายชุดดำแต่แรกแล้ว และได้พยายามส่งเสียงตลอดเวลาว่ามีชายชุดดำติดอาวุธอยู่ด้านบน ให้เอาลงมา และ คปท.คิดเสมอว่าจะเกิดการสร้างสถานการณ์โดยฝ่ายตรงข้ามอย่างแน่นอน
“ถามว่าพื้นที่อย่างนั้น ใครเข้าไปได้ เราเข้าไม่ได้เลย ฉะนั้น ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากเราแน่นอน”นิติธร ระบุ
แสวงจุดร่วมรวมพลัง"ลุงกำนัน"
ยุทธศาสตร์การเคลื่อนพลของ คปท. ดั้งเดิมที่ปักหลักจากแยกอุรุพงษ์สู่ถนนราชดำเนิน นิติธร ล้ำเหลือ เล่าละเอียดยิบก่อนฉายภาพเบื้องหลังการควบรวม 3 เวที เข้าเป็นคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
“คปท.เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว และกว่าจะตั้งชื่อเป็น คปท.ได้ ก็ล่วงเข้าวันที่ 3 ของการชุมนุมที่อุรุพงษ์แล้ว” นิติธรเริ่มต้นเล่า
“คือเริ่มต้นจากที่ผมได้ไปสังเกตการณ์การชุมนุมที่นางเลิ้ง (ขณะนั้นนำโดยกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ) เพราะคาดว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมีการใช้ความรุนแรง ในวันนั้น อุ้ย (อุทัย ยอดมณี) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็มาโดยที่ไม่ได้นัดหมายอะไรกัน ปัญหาคือเมื่อเกิดการใช้ความรุนแรงแล้วมีแนวโน้มว่าจะยุติการชุมนุมแบบกะทันหัน ซึ่งมวลชนรับไม่ได้ พอยุติการชุมนุมปุ๊บมวลชนไม่หยุด ตอนนั้นมีหลายคนขึ้นปราศรัย แต่มวลชนไม่ฟัง จนมีคนมาขอร้องให้ผมไปคุยแทน”
“ผมก็ถามว่าพี่น้องต้องการชุมนุมต่อใช่ไหม อยากแสดงให้เห็นว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพที่จะชุมนุมและปฏิเสธการใช้ความรุนแรงของตำรวจใช่ไหม แต่พื้นที่ตรงนี้เป็นเขต พ.ร.บ.ความมั่นคง หากต้องการชุมนุมกันต่อเราไม่ชุมนุมตรงนี้ได้ไหม มวลชนก็บอกว่าแล้วแต่พี่นกเขาจะพาไปก็ไป จึงนำมาสู่การชุมนุมที่แยกอุรุพงษ์”
นิติธร ยอมรับตรงๆ ว่า ในวันแรกของการชุมนุมยังไม่มีประเด็นอะไรนำเสนอ เพราะขณะนั้นคิดแต่เพียงว่าต้องพามวลชนออกมาจากพื้นที่เดิมก่อน แต่พอมาถึงแยกอุรุพงษ์มวลชนกลับไม่กลับ ชาวบ้านที่ได้ทราบข่าวก็นำอุปกรณ์นำอาหารมาช่วยเหลือ จึงต้องนั่งคุยกับอุทัยว่าจะเอาอย่างไรกันต่อ
ขณะนั้นได้วิเคราะห์ว่าปัญหาบ้านเมืองเป็นเรื่องระหว่างคุณธรรมกับวิชามาร ความดีกับความชั่ว ซึ่งชัดเจนไม่ได้ซับซ้อน จึงวิเคราะห์ต่อว่าผลมาจากอะไร สรุปผลมาจากระบอบทักษิณ แต่ถ้าเสนอต่อมวลชนว่าให้ไล่ยิ่งลักษณ์เพราะเป็นบริวารของระบอบทักษิณอย่างเดียวคงแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่ต่างจากวิธีแบบเก่าๆ เลยคุยกันถึงทางออกว่าควรจะเป็นอย่างไร
“ผมก็คุยกับน้องนักศึกษา ความเห็นผมคือมันต้องปฏิรูปประเทศไทย ต้องเปลี่ยนแปลงยกเครื่องกันใหม่หมด โดยประเด็นนี้ผมเคยเสนอให้กับการชุมนุมของ เสธ.อ้าย (พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์) มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ในขณะนั้นทาง เสธ.อ้าย ยังมองไม่ไกลถึงประเด็นนี้”
นิติธร เชื่อว่า หากเสนอแบบเดิมคือชุมนุมเพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณโดยไม่เสนอทางออกให้ ที่สุดแล้ววงจรการเมืองก็จะเป็นแบบเดิมและมวลชนก็จะไม่ออกมาร่วม จึงเสนอให้ปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นก็มีข้อถกเถียงกันว่าจะทำอย่างไร แต่ส่วนตัวเชื่อว่าอย่างไรแล้วมวลชนจะเกิดพลังขึ้น แต่พลังนั้นมาจากการกระทำของรัฐบาล ไม่ใช่มาจากการปฏิรูปประเทศ
“ผมฟันธงเลยว่ารัฐบาลนี้จะแก้ไข พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดๆ แล้วจะเกิดการต่อต้านอย่างมหาศาลจากประชาชน สังคมไทยเป็นสังคมที่คนพร้อมจะออกมาต่อสู้ แต่ต้องขอดูหน่อยว่าผู้นำเป็นอย่างไร ผมเลยบอกน้องๆ ไปว่าถ้าเราชุมนุมผ่าน 3 วันไปได้การชุมนุมก็จะไปต่อได้ทันที แต่สิ่งสำคัญคือประเด็นการนำเสนอต้องชัด ถ้ายึดแต่กระแสนิรโทษกรรมสุดท้ายมันจะหายไป”
อย่างไรก็ดี ข้อเสนอปฏิรูปของนิติธรถูกคัดค้านจากกลุ่มนักศึกษาว่าจะกลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน “ผมบอกว่ามันต้องวัดดวง มันต้องวัดใจกันว่าจะเอาหรือไม่เอา” ที่สุดแล้วทุกคนก็เคาะว่า “ต้องปฏิรูป” และนำมาสู่การตั้งชื่อ “เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” ในวันที่ 3 ของการชุมนุม
“ในขณะนั้นการนำเสนอต่อมวลชนไม่ได้ชัดเจนอะไรมาก เพราะถ้าเสนอชัดมากคำถามก็จะมีมาก แต่เราได้วิเคราะห์ปัญหาแบบหยาบไว้ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากสองส่วน คือ วิธีการเข้าสู่อำนาจรัฐ และการใช้อำนาจรัฐ ฉะนั้นสองสิ่งนี้จำเป็นต้องปฏิรูป” แกนนำ คปท.รายนี้ยอมรับ พลางว่า เมื่อประเด็น|การเคลื่อนไหวชัดเจนจึงโทรขอความคิดเห็นจากสุริยะใส กตะศิลา
“ผมก็ยกหูหาใส (สุริยะใส) บอกว่ากูจะเอาแบบนี้มึงโอเคหรือเปล่า หรือว่ายังไงอยากฟังความเห็นมึง ใสมันก็บอกว่าโอเคนะพี่ ถ้าแบบนี้มันไปได้ แต่ก็ยังกังวลว่ากระแสสังคมตอนนี้มันจะไหวหรือเปล่า ผมก็บอกงั้นต้องลองดูสัก 3-4 วัน ถ้าไม่ไหวจริงๆ เราก็ต้องยอมรับความจริง แต่อย่างน้อยมันก็จะเป็นประเด็นที่เราทิ้งไว้ให้กับสังคม”
การชุมนุมดำเนินต่อไป มีผู้เข้าร่วมและสนับสนุนเรื่อยๆ โดยขณะนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่วิเคราะห์ไว้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะออกมาชุมนุมและรัฐบาลก็จะผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม จึงเชื่อว่าอย่างไรแล้วต้องมีการชุมนุมใหญ่เกิดขึ้น
“ถึงตอนนั้นเราประเมินว่าหากยังอยู่ที่แยกอุรุพงษ์ต่อไปคงไม่สามารถขยายการชุมนุมออกไปได้ เราจึงมีกำหนดเคลื่อนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เราหมายปองเอาไว้แต่ยังไม่มีความพร้อม พอดีพี่สุเทพ (สุเทพ เทือกสุบรรณ) นำมวลชนเคลื่อนไปปักหลักก่อนทั้งที่เราไม่เคยพูดคุยกัน”
เมื่อมวลชนของสุเทพเคลื่อนแล้ว ทนายนกเขาจึงประสานไปยังกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ว่าหากชุมนุมที่สวนลุมพินีต่อไปพลังคงจะไม่พอ ดังนั้นควรเคลื่อนออกมาให้เป็นแนวเดียวกันทั้งหมด
“ตอนนั้นไม่ได้คุยกันว่าใครจะไปจุดไหน คปท.จริงๆ แล้วตอนนั้นตั้งใจว่าจะไปทำเนียบฯ เลย คือต่อรองกับตำรวจอยู่ตลอดว่าถ้าบีบเราเราก็จะบุกทำเนียบฯ นั่นเพื่อทำให้การชุมนุมอยู่ได้ แต่พอ กปท.เคลื่อนไปผ่านฟ้า วันต่อมา คปท.จึงเคลื่อนไปที่มัฆวานฯ เพื่อกดดันรัฐบาล โดยพื้นที่นี้จะสร้างความปลอดภัยให้กับมวลชนได้ เพราะท้ายขบวนมี กปท.ปิดให้”
หลังจากมวลชนทั้ง 3 กลุ่ม ได้ปักหลักบริเวณถนนราชดำเนินมาได้ระยะหนึ่ง เกิดเสียงเรียกร้องให้ควบรวมกันเพื่อให้เกิดพลัง
“ก็มีเสียงเรียกร้องว่าทำไมไม่รวมกัน สาเหตุที่ไม่รวมกันเพราะ คปท.ชูธงปฏิรูปประเทศไทย พี่สุเทพชูธงต้านนิรโทษกรรม กปท.ชูธงโค่นล้มระบอบทักษิณ ผมก็บอกว่าถ้าธงไม่เท่ากันมันรวมกันไม่ได้ จนถึงที่สุดแล้วจึงเกิดการนัดหมายคุยกัน 3 เวที เพื่อรวมกันเป็นครั้งแรกที่กองทัพธรรม ผมก็บอกไม่มีปัญหาถ้าสองเวทีพูดเรื่องปฏิรูปก็รวมกันได้ ถ้ายังไม่พูดก็ยังไม่รวม”
“ตอนนั้นพี่สุเทพก็ยอมรับว่ามันต้องปฏิรูปประเทศ แต่พี่สุเทพใช้คำว่าเปลี่ยนแปลงประเทศ เขามองว่าการเปลี่ยนแปลงสามารถเลือกพูดได้บางด้าน ส่วนการปฏิรูปประเทศมันใหญ่ครอบคลุมหลายด้าน ซึ่งอาจทำไม่ได้ แต่เป้าหมายหลักมันไม่ได้ขัดแย้งกัน ส่วน กปท.ก็บอกว่ามีจุดยืนในทิศทางเดียวกัน ใช้เวลาคุยกันเพียง 40 นาที ก็ตกลงกันได้ว่าจะรวมกัน จึงนัดหมายว่าพรุ่งนี้เวลา 18.00 น. จะขึ้นเวทีราชดำเนินประกาศเป็นเครือข่ายเดียวกัน ก่อนจะจัดตั้งเป็น กปปส.ในวันถัดมาที่ศูนย์ราชการ”
นิติธรให้รายละเอียดเพิ่มอีกว่า ที่ยังไม่ตั้งชื่อตั้งแต่แรกเพราะต้องการดูกระแสว่าเมื่อจะรวมกันแล้วพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนเอาด้วยไหม เป็นการเปิดช่องให้วิพากษ์วิจารณ์กันก่อน เมื่อภาพรวมเป็นไปด้วยดีจึงประชุมกันและได้ชื่อ กปปส.ในที่สุด







