
"บิ๊กตู่"เตือนใช้พรก.ฉุกเฉินเสี่ยงซ้ำรอยปี53
หากรัฐประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีแต่ผลเสียเหมือนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ หากเกิดความรุนแรงหรือสูญเสียนายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็หนีไม่พ้นความรับผิดชอบ
หากรัฐประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีแต่ผลเสียเหมือนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ หากเกิดความรุนแรงหรือสูญเสียนายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็หนีไม่พ้นความรับผิดชอบ
ความพยายามรัฐบาลที่จะประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ควบคุมการชุมนุมของมวลมหาประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณที่เตรียมปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค. ยังไม่ประสบผลสำเร็จเมื่อฝ่ายกองทัพคงปฏิเสธอย่างต่อเนื่อง
แม้แต่การประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) วาระพิเศษ ซึ่งมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้สอบถามหน่วยงานความมั่นคงอีกรอบ ปรากฏว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) สนับสนุนให้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
แต่ทว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ยืนยันกลางที่ประชุมไม่เห็นด้วย เพราะจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงยิ่งขึ้น เกรงว่าเมื่อประกาศแล้วสถานการณ์จะมีการพัฒนาเหมือนกับเหตุการณ์ในช่วงปี 2553
"หากรัฐประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีแต่ผลเสียเหมือนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์และสุเทพ เป็นรองนายกฯ และ ผอ.ศอฉ. ก็ต้องรับผิดชอบหากเกิดความรุนแรงหรือสูญเสียนายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็หนีไม่พ้นความรับผิดชอบที่สำคัญคืออาจเกิดความสูญเสียเช่นปี'53 อีก" แหล่งข่าวอ้างถึงคำพูด ผบ.ทบ.
อย่างไรก็ตาม นายกฯ อยากให้ทางกองทัพบกจัดกำลังเข้าไปสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากขณะนี้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีไม่เพียงพอต่อภารกิจการดูแลรักษาความปลอดภัยเบื้องต้นให้ทางกองทัพบกจัดกำลังทหาร22 กองร้อย เข้ามาสนับสนุนดูแลรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการสำคัญ
ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปดูแลในเส้นทางหลักต่างๆ จำนวน 2 หมื่นนายโดยจะให้ตำรวจและทหารมีการบูรณาการในการทำงานให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้ นายกฯ มอบหมายให้ พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก และพล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปจัดทำแผนการปฏิบัติการ ซึ่งคาดว่าจะให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้ ก่อนที่ กปปส.จะมีการจัดการชุมนุมในวันที่ 5 ม.ค.นี้
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการเหล่าทัพต้องการที่จะให้สองฝ่ายจัดตัวแทนมาพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โดยเฉพาะการพูดคุยกันในประเด็นหลัก 4 เรื่องคือ 1.การปฏิรูปบ้านเมืองควรจะเป็นไปในทิศทางใด 2.การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.นี้ควรจะมีอยู่หรือจะเลื่อนออกไป3.การบริหารประเทศที่อยู่ในสภาวะขัดแย้ง และ 4.คือการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งถ้าหากมีการพูดคุยกันในรายละเอียดแล้วคิดว่าจะแก้ไขสถานการณ์ได้
แหล่งข่าวเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ หยอกกับนายกฯ ที่นั่งหัวโต๊ะว่า หวังว่านายกฯคงไม่น้อยใจที่ผมพูดเช่นนี้ โดยยิ่งลักษณ์กล่าวตอบว่า "ไม่น้อยใจ ผบ.ค่ะ แต่น้อยใจในโชคชะตา" จนทำให้ที่ประชุมหัวเราะคลายเครียด
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสมช. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่ารัฐบาลจะยึดหลักสันติวิธี เลี่ยงการการใช้ความรุนแรง ยืนยันว่าจะไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังคงใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯตามเดิม
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การเคลื่อนขบวนไปตามจุดต่างๆ ของผู้ชุมนุม กปปส. ตั้งแต่วันที่ 5-8 ม.ค.นี้ และวันที่ 13 ม.ค. ซึ่งจะมีการชุมนุมใหญ่ปิดการจราจรตามจุดสำคัญต่างๆ 15-20 จุด ทั่วกรุงเทพฯ คาดว่าจะเป็นจุดเดิมที่ผู้ชุมนุมเคยปิดในครั้งก่อนซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่สงบและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน เจ้าหน้าที่มีการประชุมเตรียมความพร้อมดูแลการจราจรและการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด โดยให้ทุกกองบังคับการและกองบังคับการตำรวจจราจรตั้ง ศปก.ส่วนหน้า และให้ทุก สน.จัดชุดเจรจาต่อรองและบันทึกภาพเป็นหลักฐานด้วย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลเองก็มีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อย ก็ต้องไปประเมินสถานการณ์ว่าความจำเป็นในการที่จะประกาศใช้ หรือประกาศภาวะฉุกเฉินนั้นคืออะไร เรื่องฝ่ายความมั่นคงเขาก็ต้องทำหน้าที่ในการประเมินตรงนี้เสียก่อน ทีนี้ตามข่าวก็เหมือนกับว่าทางฝ่ายกองทัพเองก็เห็นว่ายังไม่ถึงเวลา หรือยังไม่มีเงื่อนไขที่จะทำเช่นนั้น ก็ต้องพิจารณากันต่อไปเพราะว่าสถานการณ์ก็คงจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอีก
"ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงถ้าหากว่าจะมีความพยายาม สิ่งที่สมัยก่อนเราใช้คำว่า ม็อบชนม็อบ อะไรอย่างนี้ ซึ่งดูทุกครั้งที่จะมีปรากฏการณ์อย่างนั้นก็เกิดปัญหาเกือบทุกครั้ง ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงยังมีความคิดที่จะทำอะไรแบบนี้อยู่" อภิสิทธิ์ กล่าว
ด้านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส.แถลงว่า เป้าหมายสำคัญของวันที่ 13 ม.ค.ต้องการชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ล้มเหลวไม่สามารถบริหารราชการได้โดยจะมุ่งเป้าไปที่การตัดน้ำ-ตัดไฟคณะรัฐมนตรี(ครม.)นายกฯ หน่วยงานราชการใน กทม. และจะไม่กระทบหรือกระทบน้อยที่สุดในระบบขนส่งมวลชน โดยยืนยันว่าไม่มีการปิดรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน และสนามบิน
ทั้งนี้ การกำหนดปิดสามแยกและสี่แยกอย่างน้อยที่สุดการเคลื่อนไหวคือจุดเดิมในวันซ้อมใหญ่วันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา
จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทยเชิญชวนประชาชนผ่านทางสังคมออนไลน์โดยขอให้เปิดไฟหน้ารถเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อ กปปส.ที่จะทำการปิดเมืองพร้อมขู่ตัดน้ำ-ตัดไฟสถานที่ราชการ รวมทั้งบ้านพักของนายกฯ
เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทยพร้อมพงศ์นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยแถลงว่า ขอเรียกร้องให้คนไทยแสดงสัญลักษณ์ไม่เห็นด้วยกับสุเทพด้วยการผูกผ้าขาวติดสติกเกอร์สีขาวบริเวณหน้าบ้าน สำนักงานรณรงค์ผ่านสื่อออนไลน์โทรทัศน์ ฯลฯ ว่าคนกรุงเทพฯ และคนไทยทั้งประเทศร่วมกันปกป้องประชาธิปไตย
20จุดปิดเมือง
เส้นทางที่กลุ่ม กปปส.นัดหมายชุมนุมในวันที่ 13 ม.ค. จำนวน 20 จุด
1.แยกอุรุพงษ์ 2.แยกเจริญผล 3.หัวลำโพง 4.ถนนบางรัก 5.ถนนสีลม 6.สามย่าน 7.แยกพญาไท8.ราชเทวี 9.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ10.สยามสแควร์ 11.ห้าแยกลาดพร้าว 12.ดินแดง 13.ประตูน้ำ14.แยกราชประสงค์ 15.สวนลุมพินี16.คลองเตย 17.สี่แยกอโศก 18.ราชดำเนิน 19.แยกเพชรบุรี 20.เยาวราช







