
เลือกตั้งถอยไม่ได้ไม้ค้ำสุดท้าย"เพื่อไทย"
ถอยกรูดจนสุดทาง ทั้งล้มร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ประกาศยุบสภา คืนสิทธิให้คนทั้งประเทศเลือกตั้ง
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
ถอยกรูดจนสุดทาง ทั้งล้มร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ประกาศยุบสภา คืนสิทธิให้คนทั้งประเทศเลือกตั้ง แต่ไม่อาจทัดทานพลังมวลชนนกหวีด นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ขี่กระแสม็อบติดลมบนบีบรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนหลังชนฝาหีบเลือกตั้ง
ล่าสุด ประกาศระดมมวลชนเทเข้ากรุงอีกครั้ง 13 ม.ค. ขู่ตัดน้ำไฟ สถานที่ราชการ ยันบ้านนายกฯรัฐมนตรี ตั้งเวทีเพิ่มนับ 20 จุด ทุกแยกสำคัญ เตรียมพร้อมปฏิบัติการชัตดาวน์ หวังลากการชุมนุมยาว แน่นอนว่าเป้าหมายเป็นอื่นไม่ได้นอกจากขัดขวางการเลือกตั้ง 2 ก.พ.นี้
2 ก.พ. ที่เพื่อไทยคาดหวังให้มาถึง เวลานี้กลับเป็นเงื่อนไขดึงขวากหนามมาขวางทางรัฐบาลสารพัด ประกอบด้วย 1.การชุมนุมที่ตั้งธงล้มเลือกตั้ง 13 ม.ค. เสี่ยงเปิดทางให้มือที่ 3 ป่วนสถานการณ์เฉือนความชอบธรรมของรัฐจากการควบคุมมวลชน 2.การไร้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งใน 28 เขต จาก 8 จังหวัด อันจะนำไปสู่เงื่อนตาย มี สส.ไม่ถึง 95% ปิดทางตั้งสภาผู้แทนราษฎรและไม่สามารถแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้ 3.สภาวะปั่นป่วนที่จะตามมาจากการหาเสียงในแต่ละพื้นที่ การตั้งเวทีปราศรัย รวมถึงกระบวนการลงคะแนนเลือกตั้ง ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่ากลุ่ม กปปส.จะมีการใช้กลวิธีใดปิดล้อมสถานที่ลงคะแนนเลือกตั้งหรือเกิดหีบบัตรอันตรธานหายไปดื้อๆ?
สถานการณ์ของรัฐบาลเวลานี้เรียกว่าเพลี่ยงพล้ำจนไพ่ในมือหดหาย ยากจะหยิบมาใช้เดิมพัน ทุกปัจจัยล้วนบีบให้เส้นทางของพรรคเพื่อไทยหดแคบลงเหลือเพียง 2 เส้นทางหลักเท่านั้น
คือ 1.โยนแรงบีบทั้งหมดไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ขยายวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.เขต อุดรอยรั่ว 28 เขตที่เก้าอี้ยังว่าง โดยอ้าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว.ทั้งมาตรา 7 และมาตรา 9 ที่บัญญัติชัดเจนว่าไม่ได้กำหนดระยะเวลารับสมัครตายตัว ดังนั้น สามารถขยายเวลาและยืดหยุ่น โดยเป็นดุลยพินิจของ กกต.ที่สามารถดำเนินการได้
จึงไม่เเปลกใจที่ระยะหลังได้เห็นสัญญาณการส่งเเรงบีบ กกต.จากพรรคเพื่อไทยและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่พร้อมใจโจมตีองค์กรอิสระชุดนี้อย่างเผ็ดร้อน โทษฐานปล่อยเกียร์ว่าง ปล่อยม็อบบุกขวางการเลือกตั้งและไม่มีทีท่าจะขยายวันรับสมัคร เสมือนยินดีผลักเกมนี้เข้าสู่ภาวะเดดล็อกทางการเมือง
อีกทางของพรรคเพื่อไทยที่มีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือ การก้าวข้ามเงื่อนตาย สส. 95% เเล้วหันไปเข็นแคมเปญลุยเลือกตั้งเต็มสูบ คาดหวังให้เลือกตั้งเดินหน้ามีการหย่อนบัตรเลือกเฉพาะพื้นที่ที่มีผู้ลงสมัครก่อน เเละโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 125 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่มีการลงสมัครแล้วนั้น สามารถกาบัตรเลือกตั้งได้ก่อนในพื้นที่ที่ยังไม่มีผู้สมัคร สส.เขต
ถึงจวบจนเวลาเลือกตั้งจะยังไม่สามารถเปิดสภาได้ แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 93 ที่แม้ระบุว่า “ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใดๆ ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใดมี สส.ไม่ถึง 500 คน แต่มีจำนวนไม่น้อยกว่า 95% ของจำนวน สส.ทั้งหมด ให้ถือว่าสมาชิกจำนวนนั้นประกอบเป็นสภาผู้แทนราษฎร” แต่ในวรรคเดียวกันก็ระบุด้วยว่า “แต่ต้องดำเนินการให้มี สส.ให้ครบจำนวนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ภายใน 180 วัน...” เท่ากับว่าแม้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. จะไม่ได้ สส.ตามที่กำหนดไว้ แต่หลังจากนั้นย่อมสามารถจัดการเลือกตั้งจนกว่าจะได้ สส.เต็มที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งสองเส้นทางพรรคเพื่อไทยต้องเดินคู่ขนานไปกับ กกต. โดยระดับแกนนำพรรคยังหารือกันว่า หากถึงจุดที่ 5 เสือดำเนินการที่เอียงกระเท่เร่จนเกินไป จะเตรียมยื่นฟ้องร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญฐานประพฤติหน้าที่มิชอบ
ประเมินทางเลือกเเล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใด แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยต้องปักไม้ค้ำสุดท้ายเพื่อให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เกิดขึ้น เพราะหากถอยร่นไปหลังจากนั้น พรรคเพื่อไทยอาจเพลี่ยงพล้ำจนกู่ไม่กลับ เนื่องจากหากถอยการเลือกตั้งที่มีพระราชกฤษฎีกาโปรดเกล้าฯ ซึ่งพรรคเพื่อไทยอาศัยยึดเป็นหลักการตลอดมา เท่ากับว่าจะยิ่งสร้างความชอบธรรมให้กับม็อบ กปปส.ในการปลุกม็อบไล่ ซึ่งหากถอยอีกพรรคเพื่อไทยอาจไม่หลงเหลือหลักการใดมาเป็นอาวุธในการต่อสู้
เผลอๆ ถอยแล้วถอยเล่าจนอาจถอยเข้าสู่แดนประหาร เพิ่มไฟลามไปถึงการไล่นายกฯ และรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งรักษาการ ปลุกผีแพ็กเกจนายกฯ มาตรา 7สภาประชาชน เปิดทางให้คณะบุคคลแบบพิเศษเข้ามาออกแบบคิดค้นโมเดล กติกา ตัดแขน หั่นขาพรรคเพื่อไทยเหมือนสมัยหลังการรัฐประหารปี 2549 หากเข้าอีหรอบนั้นแน่นอนว่าขั้วพรรคเพื่อไทยเป็นอันต้องเสี่ยงจบอนาคตระยะยาว
เวลานี้จึงเหลือเพียงสิ่งเดียวที่โอบอุ้มพรรคเพื่อไทยไว้ คือ เสียงประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ซึ่งเป็นที่หวังว่าอย่างน้อยเสียงเลือกตั้งที่ได้มาอาจซ่อมความชอบธรรมให้พรรคเพื่อไทยให้กลับมาถือแต้มต่อทางการเมืองอีกครั้ง หลังถูกไล่ตีจนบอบช้ำอย่างหนัก
เวลานี้ไม่ว่าสถานการณ์จะตึงเครียดอย่างไร พรรคเพื่อไทยตัดสินใจเบือนหน้าไปอีกทาง ลุยคลอดแคมเปญเลือกตั้ง ชูการสานต่อนโยบาย ปฏิรูปการเมือง ขจัดคอร์รัปชั่น สวนกระแสต้านรัฐบาล ล้มเลือกตั้ง ซ้ำยังเดินเครื่องเร็วปาดหน้า กปปส.ประกาศคิกออฟตั้งเวทีปราศรัยใหญ่พร้อมกัน 5 จังหวัดรวด กทม. เชียงใหม่ นครสวรรค์ ขอนแก่น อุบลราชธานี 4 ม.ค. ก่อนหน้าทริปแจกการ์ดรอบกรุงของสุเทพเพียงวันเดียว อีกทั้งยังเริ่มตระเตรียมแผนการสำรองไว้อย่างเสร็จสรรพ เพื่อฝ่าฟันไปให้ถึงวันเลือกตั้ง หากถึงที่สุดแล้วต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็จำเป็นต้องทำ
แม้ปักหลักสู้หลังพิงฝาหีบเลือกตั้ง แต่ใช่ว่าสัญญาณการล้มรัฐบาลจากฟากอื่นจะเงียบหายไป แม้พรรคเพื่อไทยประเมินแผนรับมือม็อบ กปปส.เสร็จสรรพ แต่อย่าลืมว่าสัญญาณที่น่าหวาดเสียวกว่านั้น คือแรงสะเทือนจากองค์กรอิสระอีกปีก คือ ป.ป.ช.ที่เตรียมแจ้งข้อกล่าวหา 383 สส.สว. คดีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว. 7 ม.ค. ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมมีคำวินิจฉัยคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ในวันถัดมา 8 ม.ค.นี้เช่นกัน
ระหว่างที่รัฐบาลกปปส.ยื้อยุดฉุดกระชากก่อนถึงวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. หลายฝ่ายคาดการณ์ไปทิศทางเดียวกันว่าห้วงเวลา 78 ม.ค. อาจสร้างเงื่อนไขที่น่าสะพรึงกว่าเเละอาจนำไปสู่การพลิกเกมทั้งหมดก็เป็นได้







