
สุญญากาศ 2 ก.พ.ปิดตายสภาไร้ทางออก
นับตั้งแต่เปิดสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ตั้งแต่วันที่ 28-31 ธ.ค. ปรากฏว่าในพื้นที่ภาคใต้ 8 จังหวัด
โดย...นิติพันธ์ สุขอรุณ
นับตั้งแต่เปิดสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ตั้งแต่วันที่ 28-31 ธ.ค. ปรากฏว่าในพื้นที่ภาคใต้ 8 จังหวัด เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นหน้าที่ทำการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดทันที เนื่องจากมีผู้ชุมนุมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) พากันปิดล้อมสถานที่รับสมัครจนไม่สามารถเปิดรับสมัครได้เพื่อนำไปสู่เป้าหมายเลื่อนการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ออกไป
ตัวเลข 8 จังหวัดภาคใต้ที่มีมวลชนไปชุมนุมปิดล้อม ประกอบด้วย 1.จ.สุราษฎร์ธานี ยุติการรับสมัคร และประธาน กกต.จังหวัด ผู้อำนวยการ เขตเลือกตั้ง 6 เขต กรรมการเขตเลือกตั้งรวม 37 คน ลาออก 2.พัทลุง ยุติการรับสมัคร และกำลังหาสถานที่รับสมัครใหม่ 3.กระบี่ ยุติการรับสมัคร กกต.จังหวัดลาออก และมีปัญหามวลชนสองกลุ่มสุ่มเสี่ยงเกิดการเผชิญหน้า 4.ภูเก็ต 5.สงขลา 6.ชุมพร และ 7.ตรัง
8. จ.นครศรีธรรมราช มีทั้งสิ้น 9 เขต ปรากฏว่า ยังรับสมัครไม่ได้ 2 เขต ส่วนอีก 7 เขต กำลังมีปัญหาทางข้อกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากใช้พื้นที่ของตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.42) เป็นสถานที่รับสมัคร
ทั้งนี้ การจัดสถานที่รับสมัคร สส.ในพื้นที่ของตำรวจและทหาร สร้างความไม่พอใจให้กับ 5 กกต.กลางเป็นอย่างมาก เพราะมีการนัดให้ผู้สมัครบางพรรคการเมืองเดินทางโดยรถยนต์เป็นระยะทางกว่า 60 กิโลเมตร เพื่อไปยังจุดรับส่ง โดยใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นพาหนะเดินทางเข้าไปสมัครได้ ซึ่งทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้สมัครพรรคการเมืองรายอื่น งานนี้อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก ดังนั้น กกต.กลางจึงยากที่จะรับรองผลการรับสมัครได้
อีกทั้งด้วยข้อจำกัดที่ กกต.ไม่สามารถขยายระยะเวลาวันรับสมัครเลือกตั้งได้ เนื่องจากมีกรอบระยะเวลาจัดการเลือกตั้งไม่เกิน 60 วัน และไม่น้อยกว่า 45 วัน
ด้วยแนวทางที่ กกต.ปักหลักไม่ให้ล้ำเส้น 3 ข้อ คือ 1.ไม่ใช้สถานที่รับสมัครของเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่จะใช้สถานที่ของพลเรือนเป็นหลัก 2.หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ยุติการรับสมัครแล้วไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และ 3.หากผู้สมัครไม่สามารถเข้าไปสมัครได้ ให้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันและส่งให้ กกต.จังหวัดดำเนินการต่อไป นั่นเท่ากับเปิดทางให้รัฐบาลรักษาการเป็นฝ่ายตัดสินใจเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป
แต่เมื่อรัฐบาลรักษาการไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพาประเทศไปสู่วันที่ 2 ก.พ. ลบภาพความเสียหาย หลังจากลักหลับออกกฎหมายนิรโทษกรรม ปัญหาไม่ได้จบลงง่ายๆ เพราะพรรคเพื่อไทยต้องเจอกับปัญหาที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ และมีความเป็นไปได้มากที่จะมีผู้สมัคร สส.เพียงคนเดียว หรือไม่มีผู้สมัครเลยแม้แต่พรรคเดียวในพื้นที่จังหวัดภาคใต้
โฟกัสมาที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้สมัครที่จะได้รับเลือกเป็น สส.เขตจะต้องได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้น รวมทั้งต้องได้รับคะแนนเลือกตั้งมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือโหวตโน ตามที่มาตรา 88 ในกฎหมายฉบับเดียวกันระบุไว้ว่า ส่วนในเขตเลือกตั้งใด ถ้าในวันเลือกตั้งมีผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนเดียว ผู้สมัครจะต้องได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง
ตามยุทธศาสตร์ของ กปปส. เป้าหมายคือต้องการปฏิรูปประเทศโดยให้รัฐธรรมนูญมาตรา 93 (7) ระบุให้สภาผู้แทนราษฎรที่ต้องประกอบด้วย สส.ไม่น้อยกว่า 95% ของจำนวน สส.ทั้งหมดหรือ 500 คนในปัจจุบัน
แต่ห้วงเวลานี้ปัญหาอยู่ที่จำนวน สส.ในจังหวัดที่ไม่สามารถรับสมัครได้ ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี 6 เขตเลือกตั้ง กระบี่ 3 เขตเลือกตั้ง ชุมพร 3 เขตเลือกตั้ง ตรัง 4 เขตเลือกตั้ง พัทลุง 3 เขตเลือกตั้ง ภูเก็ต 2 เขตเลือกตั้ง และสงขลา 8 เขตเลือกตั้ง รวมถึงนครศรีธรรมราชมีปัญหาข้อกฎหมาย 7 เขต และยังลูกผีลูกคนอีก 2 เขตจะได้สมัครหรือไม่ ซึ่งเมื่อรวมแล้วเท่ากับ 38 เขต นั่นเท่ากับไม่ถึง 95% อย่างแน่นอน
ดังนั้น ถ้าหากหลังการเลือกตั้ง 2 ก.พ.แล้วได้จำนวน สส.ไม่ถึง 475 คน หรือ 95% ของจำนวนเต็มของสภา ก็จะทำให้ไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ ผลที่ตามมาคือ ไม่สามารถทำการลงมติเลือกบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลได้ การเมืองจะตกอยู่ในภาวะสุญญากาศทันที
เกมการเมืองบีบคั้น กกต.มากขึ้นปรากฏท่าทีออกแถลงการณ์ระบุถึงข้อเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปจนกว่าจะมีข้อตกลงร่วมกันระหว่างคู่ขัดแย้ง เพราะไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งบนซากปรักหักพังบนกองเลือด
ทั้งนี้ กกต.พร้อมทำหน้าที่เป็นคนกลางในการหาข้อยุติ และหากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้น กกต.จะพิจารณาใช้สิทธิและอำนาจหน้าที่ในฐานะ กกต.รายบุคคลตัดสินใจคลี่คลายสถานการณ์ตามวิจารณญาณที่เหมาะสม
ดังนั้น การตัดสินใจยกเลิกหรือเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปก่อน กกต.ทั้ง 5 คน จะมาเปิดเผยพร้อมกันในวันที่ 2 ม.ค. ภายหลังเสร็จสิ้นการรับสมัคร สส.เขต เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการชี้ชะตาประเทศนับจากนี้
อย่างไรก็ตาม สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ไม่ต้องการให้ถึงทางตัน จึงเปลี่ยนเกมขอนัดหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหาข้อสรุปบางอย่างในการคลี่คลายสถานการณ์การเมือง ท้ายที่สุดก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าบทสรุปจะสามารถฝ่าทางตันนี้ไปได้
วินาทีนี้ฝ่ายที่ต้องเหงื่อตกคงหนีไม่พ้นรัฐบาลรักษาการ แม้จะฝ่าสนามการเลือกตั้งไปได้ แต่ก็เปิดสภาไม่ได้อยู่ดี







