
ทองคำโลกปีม้าไม่คึกสหรัฐลดคิวอี ศก.จีนซบซ้ำ
หลังจากหลายปีก่อนหน้านี้ ปล่อยให้เป็นช่วงเวลาอันหอมหวานของตลาดทองคำมาพักใหญ่ ปี 2013 ที่ผ่านมา ต้องบอกตามตรงเลยว่า
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หลังจากหลายปีก่อนหน้านี้ ปล่อยให้เป็นช่วงเวลาอันหอมหวานของตลาดทองคำมาพักใหญ่ ปี 2013 ที่ผ่านมา ต้องบอกตามตรงเลยว่า นับเป็นปีที่สร้างความผิดหวังอย่างยิ่ง เนื่องจากราคาทองคำลดลงอย่างน่าใจหาย ทำเอานักลงทุนในตลาดทองคำอกสั่นขวัญผวาไปตามๆ กัน
โดยวันสุดท้ายของปี 2013 ก่อนก้าวเข้าสู่ปี 2014 ราคาทองคำในตลาดซื้อขายล่วงหน้าโคเม็กซ์ สัญญาส่งมอบเดือน ก.พ.นี้ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ที่ 1,202.30 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หลังจากที่ช่วงเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ลดลงไปแล้วหนหนึ่งที่ 1,181.40 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
ขณะที่ราคาทองคำทั้งปี 2013 ได้ร่วงลงเฉลี่ยแล้วถึง 28% นับเป็นการลดลงของราคาทองรอบปีที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษทีเดียว
เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น จนทำให้ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องตัดสินใจชะลอการใช้มาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) นักลงทุนจึงมองว่าทองคำซึ่งถูกจัดเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด มีความต้องการลดน้อยถอยลงไป
ข้อมูลจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ชี้ว่า การซื้อขายสินทรัพย์ที่มีทองคำเป็นตัวหนุนหลัง มีราคาร่วงถึง 33% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009 ท่ามกลางภาวะการแห่เทขายสินทรัพย์เกี่ยวกับการลงทุนในทองคำของอัครมหาเศรษฐีที่นิยมการลงทุนในทองคำอย่างกองทุนพอลสันแอนด์โค และพ่อมดการเงินอย่าง จอร์จ โซรอส
ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ชั้นเซียนจากหลายสถาบันทั่วโลกจึงมองว่าในปีนี้ จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาขาลงของตลาดทองคำต่อเนื่องไปจากปี 2013 อีกหนึ่งปีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยจากการที่เฟดมีแนวโน้มว่าจะชะลอคิวอีลงอีก เพราะเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มทวีความแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ
ยืนยันได้จากแถลงการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เผยว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจเมืองลุงแซมขยายตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวมากถึง 2.6% เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 1.7%
เจฟเฟอรี เคอร์รี หัวหน้าฝ่ายการวิจัยตลาดโภคภัณฑ์แห่งธนาคารโกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า ในปี 2014 จะเป็นช่วงเวลาที่มีการเทขายทองคำออกมามาก เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ จะทำให้ความต้องการทองคำเพื่อเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อลดลง
สอดรับกับความเห็นของ บาร์ท เมเล็ก หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์การลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของบริษัทหลักทรัพย์ทีดี ในกรุงโตรอนโต ที่กล่าวว่า ความหวาดหวั่นว่าจะมีการชะลอคิวอี และการลดการเก็งกำไรในตลาดทองคำของนักลงทุนในตลาดทุนจะเป็นตัวกดราคาทองคำในปีนี้
พร้อมกันนี้ นักวิเคราะห์ชื่อดังด้านการวางแผนการลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์รายนี้ ยังกล่าวอีกว่า ราคาทองคำที่เคยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อาจจะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มฟื้นตัวอีกด้วย โดยคาดการณ์ว่าราคาอาจลดลงไปเหลืออยู่ที่ 1,125 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ก่อนเดือน มี.ค.ปีนี้อีกด้วย เนื่องจากไม่มีนักลงทุนรายใดต้องการเข้ามาสู่ตลาดทองคำขาลงยาวเช่นนี้
จอห์น พอลสัน นักลงทุนรายใหญ่ในกองทุนเอสพีดีอาร์โกลด์ทรัสต์ ซึ่งถือเป็นกองทุนที่ถือครองทองคำแท่งในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำ (อีทีพี) รายใหญ่ที่สุด ส่งสัญญาณในช่วงปลายเดือน พ.ย.ของปีที่แล้วอย่างชัดเจนว่า เจ้าตัวจะไม่ลงทุนในกองทุนทองคำอีกแล้ว เนื่องจากยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อไหร่
ขณะที่ จอร์จ โซรอส และเศรษฐีรายใหญ่อีกคนอย่าง แดลเนียล โลฟต์ แห่งเติร์ดพอยซ์แอลแอลซี ต่างก็เทขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุนในทองคำออกทั้งหมดไปตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีที่ผ่านมาแล้ว
ทั้งนี้ สินทรัพย์ที่อยู่ในกองทุนทองคำอีทีพี เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ปีที่แล้ว ทั้งหมดมีอยู่ที่ 1,764.1 ตัน โดยในช่วงปีที่แล้วถือเป็นการลดลงอย่างหนัก หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มจดทะเบียนก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2003
ขณะเดียวกัน มูลค่าของกองทุนทองคำอีทีพีก็หายไปมากถึง 7.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากการที่ราคาทองคำโลกดิ่งลงอย่างหนักในช่วงปีที่ผ่านมา
ส่วนกองทุนทองคำเอสพีดีอาร์โกลด์ทรัสต์ในปี 2013 มีการลดปริมาณการถือครองทองคำไปมากถึง 41% เหลือที่ 798.22 ตัน ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009
ริก สปูนเนอร์ หัวหน้านักวิเคราะห์จากซีเอ็มซี มาร์เก็ต จากออสเตรเลีย กล่าวว่า นักลงทุนในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำอีทีพีเคยเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ความต้องการทองคำในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ทว่าในตอนนี้นักลงทุนกลับกลายเป็นฝ่ายขายสำคัญไปแล้ว
เนื่องจากขณะนี้นักลงทุนต่างเชื่อกันว่า การใช้มาตรการกระตุ้นและอัดฉีดเศรษฐกิจของธนาคารกลางประเทศต่างๆ จะยังไม่ไปผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อสูงขึ้นไปอีกอย่างน้อยพักใหญ่ๆ
เพราะทั้งๆ ที่หลายประเทศทั่วโลกระดมใช้มาตรการโหมกระตุ้นอัดฉีดอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นคิวอี และการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติศาสตร์ อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างกลุ่มประเทศยูโรโซน ญี่ปุ่น ไปจนถึงสหรัฐ กลับไม่กระเตื้องขึ้นตามเป้าที่ต้องการ แถมยังเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดเสียด้วยซ้ำ
ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ 11 รายของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก คาดการณ์ว่า ในปีนี้อาจเห็นการถอนทองคำออกจากกองทุนทองคำอีทีพีเพิ่มเติมอีก 311 ตัน สวนทางกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีค่าอื่นๆ เช่น กองทุนอีทีพีที่มีเงินหนุนหลัง คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ 2.4% ไปอยู่ที่ 19,377.5 ตัน พาราเดียม คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15% และแพลทินัม หรือทองคำขาว คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 71%
ปัจจัยสุดท้ายที่คาดว่าจะทำให้ราคาทองคำโลกในปีนี้เป็นช่วงขาลงยาวก็คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งคาดว่าจะทำให้ปริมาณความต้องการทองของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ มีน้อยลงไปอย่างแน่นอน
เพราะในปัจจุบันจีนคือผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกไปแล้ว ยืนยันได้จากรายงานของสภาทองคำโลก (ดับเบิลยูจีซี) เผยว่า ในปี 2013 จีนมีแนวโน้มว่าจะพุ่งแซงหน้าอินเดียขึ้นเป็นประเทศที่ซื้อและนำเข้าทองคำมากที่สุดของโลก โดยคาดว่าจะมีการนำเข้าและซื้อเพิ่มเติม 29% ไปอยู่ที่ 1,000 ตัน
ดังนั้น การขาดหายไปของแรงซื้อจากแดนมังกร จึงมีแนวโน้มว่าจะทำให้ราคาทองคำโลกต้องอยู่ในภาวะเซื่องซึม และยิ่งเมื่อกอปรกับปัจจัยที่ผู้ซื้อทองคำในยุโรปหันมาสนใจซื้อทองคำรูปพรรณขนาดเล็กเหมือนในเอเชีย จากเดิมที่ชอบซื้อทองคำแท่ง ก็คาดว่าจะยิ่งทำให้ราคาทองคำโลกยิ่งดิ่งหนักลงไปอีก
ฉะนั้น เมื่อลองมองดูปัจจัยรายรอบแล้ว การลงทุนในตลาดทองคำในปี 2014 นี้ จึงนับเป็นห้วงเวลาที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์เสียเท่าไร







