posttoday
อายุยืน 125 ปี

อายุยืน 125 ปี

01 มกราคม 2557

ได้ยินมานานแล้วกับชมรมอายุยืน 100 ปี ที่มีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เห็นแล้วก็น่าชื่นชมกับคนแก่ๆ

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

ได้ยินมานานแล้วกับชมรมอายุยืน 100 ปี ที่มีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เห็นแล้วก็น่าชื่นชมกับคนแก่ๆ (ขออนุญาตใช้คำว่า “แก่” นะคะ ชอบคำนี้มาก ชัดเจน จริงใจดี) ที่ยังดูแข็งแรงและตั้งใจที่จะไม่เสียชีวิตด้วยโรคต่างๆ ตั้งแต่เพิ่งพ้นวัยเกษียณ

หนูดีเองก็ชอบดูแลสุขภาพค่ะ แต่ไม่เคยตั้งเป้าหมายตั้งแต่อายุเท่านี้หรอกว่า อยากจะอายุยืนถึง 100 ปี เพราะดูแก่ๆ อย่างไรก็ไม่รู้ นึกภาพและสภาพไม่ออกว่า ร่างกายของเราตอน 100 ปีนั้นจะเป็นอย่างไร สังขารจะยังไหวอยู่ไหม แล้วความสุขของชีวิตจะหาได้จากอะไรกันแน่

เพราะไม่เคยแก่ขนาดนั้นเลยคิดไม่ออก

แต่ด้วยความที่มีงานอดิเรกเป็นการทำอาหารสุขภาพบ้าง ไปดีทอกซ์บ้าง หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกายแบบโปรด คือ การเล่นโยคะและรำมวยจีนนั้น เป็นกีฬาของ “คนแก่” ทั้งสิ้น หนังสือและสื่อที่เสพก็เลยจะเป็นเรื่องราวของคนที่ดูแลสุขภาพเก่งๆ กันทั้งนั้น แล้วคนพวกนี้ไม่มีหรอกค่ะที่จะตายเร็ว ส่วนใหญ่อยู่กันจนแก่ๆ ทั้งนั้น และหลายคนออกหนังสือเล่มแรกก็ตอนอายุ 70 ปี

ดังนั้น ที่ฝรั่งชอบพูดว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 40 นั้นคงใช้ไม่ได้กับคนกลุ่มนี้ เพราะเห็นว่าเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ กันตอน 70 เป็นแถว แถมไม่ได้มีอายุยืนแบบไก่กา อ่อนแอ ไม่ทำประโยชน์อะไร แต่อายุแบบแข็งแรงและใช้เวลา 24 ชั่วโมงของวันแบบคุ้มกว่าหนุ่มสาวบางคนเสียอีก

ตัวอย่างเช่น คุณหมอฮิโนะฮะระ ที่อายุ 102 ปี และยังออกตรวจคนไข้ทุกวัน กระฉับกระเฉงแข็งแรง ดูสภาพร่างกายและจิตใจแล้วน่าจะอยู่ได้อีกนาน (เขียนหนังสือเคล็ดลับการมีอายุยืน แปลเป็นไทยแล้วค่ะ) หรือคุณหมออู๋ เจ้าของหนังสือ ธรรมชาติช่วยชีวิต (สนพ.นานมี) ที่ออกหนังสือเล่มนี้ขณะอายุ 70 ปี และมีสูตรน้ำปั่นผักมากมาย ที่คุณหมอทำทานเอง ดูแลตัวเองด้วยวิธีเหล่านี้จนหายจากมะเร็งปอดระยะที่สามเมื่ออายุได้ 30 ปี ทั้งๆ ที่ตอนนั้นคุณหมอตัดสินใจยอมรับความตายอย่างสงบด้วยการปฏิเสธคีโมฯ เพราะแพทย์ที่รักษาเมื่อผ่าตัดเปิดช่องอกหมออู๋เพื่อตัดกลีบปอดทิ้ง กลับพบว่ามะเร็งลุกลามไปมากกว่าที่คิด จึงปิดแผลโดยไม่ตัดอะไร และแนะนำให้คีโมฯ เพื่อยื้อเวลาอีกประมาณไม่เกินหนึ่งปีเท่านั้น

คนเหล่านี้มีชีวิตที่น่าทึ่ง และเป็นคนมีอายุที่แก่เพราะว่าเขามีร่างกายที่แข็งแรงเกินกว่าจะอายุสั้นและจากไปตั้งแต่วัยหนุ่มสาว

คนเราชอบเป็นหนุ่มสาวตลอดกาล พอเหี่ยวนิด แก่หน่อยนี่ไม่ได้เลย ต้องไปโบทอกซ์ หรือเฟซลิฟต์ แต่เอาจริงๆ แล้ว “การแก่” นี่เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยนะคะ หากเทียบกับการ “อายุสั้น จากไปตั้งแต่วัยหนุ่มสาว”? ถ้าให้เลือก หนูดีก็คงเลือก “แก่” เพราะจะได้อายุยืน อยู่เรียนรู้สิ่งต่างๆ และทำประโยชน์ให้โลกนี้ไปจนสุดอายุขัยจริงๆ ของมนุษย์

ที่เขาว่า You are what you read นี่จริงเลยนะคะ อ่านอะไรเราก็จะเป็นไปแบบนั้น หนูดีเองพออ่านหนังสือ เสพข้อเขียนของคนกลุ่มนี้บ่อยเข้า แถมได้เจอบางคนอีกด้วย ก็เลยเริ่มเกิดแรงบันดาลใจว่า “การมีชีวิตแบบแก่ๆ ก็ดีแฮะ”

การอยู่จนเฉียดร้อยปีไม่ได้หมายความว่าเราต้องอยู่แบบงกๆ เงิ่นๆ ให้เป็นภาระแก่ลูกหลาน ดีไม่ดี ชีวิตนี้ไม่มีลูก ตอนแก่มากๆ จะมีใครมาดูแลเราด้วยความรักล่ะ หากอยู่บ้านพักคนชรา หรือแม้กระทั่งรวยมากๆ จ้างคนมาดูได้ แล้วเขาจะดูแลเราอย่างอ่อนโยนและรักแท้เหรอ (ณ จุดนี้ เพื่อนๆ หลายคนผู้รู้แจ้งก็ได้แย้งว่า แล้วมีลูกคิดหรือว่าเขาจะมาดูแลเรา ซื้อประกันเอาดีกว่านะ ก็ต่างจิตต่างใจค่ะ)

ปีใหม่นี้ หนูดีมาร่วมงานภาวนาข้ามปี วันที่ 29 ธ.ค.1 ม.ค. ที่มูลนิธิเต้าเต๋อซิ่นซี ในหุบเขาที่กาญจนบุรี (ติดต่อสอบถามเรื่องการสัมมนาต่างๆ ในปีนี้ โทรถาม 0220415314) ในหัวข้อ “การมีสุขภาพที่ดีรับปีม้าทอง” ซึ่งกิจกรรมปกติของเราก็คือ การทานอาหารสุขภาพ ศึกษาคัมภีร์เต๋า รำมวยจีน ฝังสปาดิน ซึ่งหนูดีเองรำมวยจีนเป็นก็เพราะที่นี่ละค่ะ รำมวยแล้วเลือดลมไหลเวียนดีมาก รำมวยที่ดูเบาๆ นี่ถ้าทำถูกละก็เหงื่อหยดกันเป็นเม็ดๆ เลยทีเดียว ตอนหนูดีรำมวยเป็นแล้วก็เหงื่อออกเต็มเลยและรับรู้ได้ถึง “ปราณ” ที่กำลังเคลื่อนไปตามผิวหนังเลยค่ะ ตอนทำถูกหนแรกนึกว่ามดไต่แขน คอยปัดตลอด มันยิบๆ ตอนหลังอาจารย์ถึงอธิบายว่า อย่าตกใจ มันคือปราณ? และก็จริงค่ะ หลังจากรำมวยเป็นแล้ว ท่าที่คนนอกมองแล้วดู “เบาๆ” แต่ภายในร่างกายเราจะรู้ว่า มันหนักหน่วงหนักแน่น ปราณเคลื่อนกันฮึ่มฮั่มเลย ใครคิดว่า รำมวยจีนเป็นกีฬาคนแก่ต้องลองมาฝึกค่ะ จะรู้เลยว่า ได้เหงื่อสู้กับห้องยิมได้เลย

หนนี้ ในห้องสัมมนามีการพูดกันถึง การมีชีวิตถึง 125 ปี

หนูดีฟังแล้วก็ได้แรงบันดาลใจ เพราะอาจารย์ที่สอนบอกว่า คนเรานั้นนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเซลล์เปรียบเทียบกับสัตว์ต่างๆ เพื่อหา “อายุที่แท้จริง” ของสัตว์แต่ละประเภท โดยดูจากศักยภาพและจำนวนครั้งในการแบ่งเซลล์ในร่างกายของเรา เช่น หนูตะเภาแบ่งได้ประมาณ 12 ครั้งตลอดอายุขัย เมื่อคูณกับค่าเฉลี่ยก็ได้ 3 ปี ส่วนมนุษย์แบ่งเซลล์ได้ถึง 50 ครั้ง เมื่อคูณกับค่าเฉลี่ยจะได้อายุเฉลี่ยของมนุษย์อยู่ที่ 125 ปี เท่ากับว่า นี่คือเต็มศักยภาพของสปีชีส์เรา

เอาสิ หนูดีเองก็ชอบอยู่แล้วเรื่องทำอะไรเต็มศักยภาพ ที่ไปเรียนเรื่องสมอง ก็เพราะอยากใช้สมองเต็มศักยภาพ และนี่เราก็มีร่างกายอยู่แล้ว ก็อยากใช้ให้เต็มศักยภาพเช่นกัน

หนูดีเองตั้งใจว่าทุกปีใหม่จะมี New Year Resolution ว่าจะต้องปรับปรุงตัวใหม่หรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆ หนึ่งอย่าง ปีนี้เลยได้แรงบันดาลใจว่า “จะอายุยืนให้ได้ 125 ปี” และจะดูแลทั้งสมองและร่างกายตัวเองให้ดีที่สุด โดยอายุยืนแบบแข็งแรง กระฉับกระเฉง และมีสมองที่สดใสจนวันสุดท้ายของชีวิตค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท