
ปี"57การเมืองเปราะบาง
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ในที่สุดประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ปี 2557 อย่างเป็นทางการ แม้ปีเก่าจะผ่านไปแต่ปัญหาเก่าก็ยังตามมาเหมือนเดิม ซึ่งนั่นก็คือปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะความขัดแย้งในบริบทของการเลือกตั้ง
เมื่อกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ออกไป เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองก่อน แต่รัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังคงเดินหน้าจัดการรับสมัครตามกำหนดการ ซึ่งการรับสมัคร สส.ระบบเขตเลือกตั้งจะสิ้นสุดลงในวันนี้
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การเมืองมีแนวโน้มว่าจะดุเดือดตั้งแต่ต้นปี การหาเสียงเลือกตั้งของบรรดาผู้สมัคร สส.อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้อย่างสงบเรียบร้อย เนื่องจากกลุ่ม กปปส.ได้ประกาศแล้วว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดการเลือกตั้งให้ได้
ส่งผลให้มีแนวโน้มว่าอาจเกิดการปะทะกันระหว่างมวลชนสนับสนุนและต่อต้านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม
ในด้านรัฐบาลก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการพาประเทศไปสู่วันที่ 2 ก.พ. แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะจบลง เพราะพรรคเพื่อไทยต้องเจอกับปัญหาที่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
อย่าลืมว่ากำลังมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่บางพื้นที่จะมีผู้สมัคร สส.เพียงคนเดียว หรือ ไม่มีผู้สมัครเลยแม้แต่พรรคเดียว อย่างในพื้นที่จังหวัดภาคใต้
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกหลังจากการเลือกตั้งจะสามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อมี สส.ไม่น้อยกว่า 95% ของจำนวน สส.ทั้งหมด หรือ 475 คนจาก สส.ทั้งหมด 500 คน
ถ้าสภายังได้ สส.ไม่ครบจำนวนตามรัฐธรรมนูญกำหนด ย่อมเท่ากับพรรคเพื่อไทยไม่สามารถใช้สภาสถาปนาอำนาจฝ่ายบริหารได้ ที่ต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกประธานสภาไปจนถึงนายกรัฐมนตรี
การที่ต้องมีประธานสภาในบริบทนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะประธานสภาจะทำหน้าที่เป็นผู้นำชื่อบุคคลที่สภาเลือกให้เป็นนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และต้องเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
หากพรรคเพื่อไทยไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ แน่นอนว่าภาวะสุญญากาศทางการเมืองก็จะยืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่มีทางออก
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการมีหรือไม่มีเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีคดีที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
สำหรับคดีในมือศาลรัฐธรรมนูญขณะนี้มีความน่าสนใจอยู่ 2 คดี ได้แก่ 1.คดีพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาท และ 2.การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190
คดีกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดไต่สวนในวันที่ 8 ม.ค. คาดว่าเมื่อศาลไต่สวนเสร็จในวันดังกล่าวน่าจะมีการระบุวันที่จะอ่านคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งไม่น่าจะทอดเวลาไปไกลมากนัก
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ หากศาลเห็นว่าการเงินกู้ตามกฎหมายดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เพราะเงินกู้นั้นต้องเป็นเงินแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ ย่อมมีผลให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนำคดีนี้ไปขยายผลต่อเนื่องด้วยการฟ้องต่อ ป.ป.ช. โดยอาศัยข้อกล่าวหาว่าคณะรัฐมนตรีในฐานะผู้เสนอกฎหมายได้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ผ่านการตรากฎหมายที่มีบทบัญญัติขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ เหมือนกับที่ได้ฟ้องร้อง สส.และ สว. 383 คน จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ สว.
ส่วนคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 นั้น ฝ่าย กปปส.ก็เตรียมนำไปขยายผลให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีเช่นกัน หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการแก้ไขเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะมีเนื้อหาที่เข้าข่ายละเมิดหลักนิติรัฐและนิติธรรม
ขณะที่ คดีใน ป.ป.ช.เวลานี้มีความน่าสนใจตรงที่ คดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา 383 คน ซึ่ง ป.ป.ช.ได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 2 คน คือ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา ส่วนคนอื่นๆ ป.ป.ช.จะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในวันที่ 7 ม.ค.
ในขั้นตอนนี้ถ้านายกฯ ยิ่งลักษณ์ในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่ได้ลงมติเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ถูก ป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหาไปด้วยแม้ในทางกฎหมายจะยังไม่มีผลต่อสถานะนายกฯ แต่ในทางการเมืองย่อมเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การยกระดับการขับไล่รัฐบาลของ กปปส.ไปในตัว
การทำงานของ ป.ป.ช.ในจังหวะนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญอยู่พอสมควร เพราะ ป.ป.ช.ได้มีการปรับแนวทางการทำงานครั้งใหม่ โดยคดีไหนที่เป็นที่สนใจของประชาชนทาง ป.ป.ช.จะเร่งดำเนินการไต่สวนให้เร็วมากขึ้น
จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ ป.ป.ช.อาจจะสามารถชี้มูลความผิดคดีนี้ได้ในช่วงต้นปี ผลของการชี้มูลดังกล่าวหากไม่ถึงตัวยิ่งลักษณ์ก็ถือว่ารัฐบาลโชคดีไป แต่ถ้ายิ่งลักษณ์โดนร่างแหไปด้วยจะสะเทือนรัฐบาลทันที
กล่าวคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 บัญญัติว่าหากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติในคดีถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาแล้วแต่กรณี
แสดงว่า ถ้ายิ่งลักษณ์โดนชี้มูลความผิดย่อมมีผลให้ต้องหยุดการทำงานไปโดยปริยาย และยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลของ กปปส.มีความเข้มข้นมากขึ้น เพราะต้องหามาตรการเพื่อกดดันให้คณะรัฐมนตรีที่เหลือต้องออกลาออกจากตำแหน่งตามยิ่งลักษณ์ไปด้วย
จะเห็นได้ว่าการทำงานขององค์กรอิสระยังเข้ามาเป็นปัจจัยหนึ่งในทางการเมืองอีกครั้ง
แต่นอกเหนือไปจากองค์กรอิสระแล้วสถานการณ์ความรุนแรงก็จะเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่กำหนดทิศทางการเมืองด้วย ภายหลังเริ่มมีผู้เสียชีวิตระหว่างการชุมนุมเป็นรายวัน
ดังนั้น ทางออกของประเทศไทย ณ ตอนนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเปิดโต๊ะเจรจาร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต







