posttoday
เศรษฐกิจไทย...ฝากไว้กับการส่งออก

เศรษฐกิจไทย...ฝากไว้กับการส่งออก

01 มกราคม 2557

โดย...ดำรงเกียรติ มาลา

โดย...ดำรงเกียรติ มาลา

ก้าวเท้าเข้าสู่ปีใหม่แล้วสำหรับเศรษฐกิจไทย หากสแกนดูโหงวเฮ้งของเศรษฐกิจปีมะเมียนี้แบบเร็วๆ แล้ว ดูเหมือนว่าข่าวดีอย่างเดียวท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันที่พอจะมองเห็นได้อย่างแจ่มชัดหน่อย คือการที่เครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจอย่างภาคการส่งออกจะกลับมาขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้งจากอานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ปัจจัยสำคัญมาจากเศรษฐกิจสหรัฐที่กลับมาขยายตัวได้สูงถึง 4.1% ในช่วงไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว จนนำมาสู่การประกาศลดวงเงินอัดฉีดภายใต้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอีลง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ม.ค. 2557 นี้ ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา

ภาวะดังกล่าวทำให้นักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดการณ์กันว่าในปีนี้เศรษฐกิจโลกจะสามารถขยายตัวได้ถึง 3.53.6% สูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 1% คิดเป็นปริมาณการค้าโลกที่จะขยายตัวถึง 4.5% โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจพี่เบิ้มอย่างสหรัฐจะกลับมาขยายตัวได้ถึง 2.6% ส่วนยูโรโซนก็จะเติบโตในเชิงบวก ขณะที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ หรือ BRICs ได้แก่ จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย รวมไปถึงประเทศในกลุ่มอาเซียนยังมีเศรษฐกิจที่เติบโตสูง

แนวโน้มที่เกิดขึ้นทำให้หน่วยงานราชการและศูนย์วิจัยฯ หลายแห่งเชื่อมั่นว่าการส่งออกไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 57% เพราะนอกจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักแล้ว ภาคส่งออกไทยจะได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่จะอ่อนค่าลงเมื่อสหรัฐทยอยถอนมาตรการคิวอีเข้ามาช่วยในการแข่งขันอีกด้วย

ทั้งนี้ ภาคธนาคารมีการประเมินว่าค่าเงินบาทมีโอกาสจะอ่อนค่าลงไปถึงระดับ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะถือเป็นระดับที่อ่อนค่าสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ภายในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เพราะนับจากที่สหรัฐประกาศว่าจะลดคิวอี ค่าเงินบาทได้ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐมาจ่อที่ระดับ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์

อย่างไรก็ดี คำถามที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยต่อการส่งออกเช่นนี้คือ ประเทศไทยของเราจะสามารถฉกฉวยโอกาสได้มากน้อยแค่ไหน เพราะแม้ว่าเงินบาทจะอยู่ในโหมดอ่อนค่า แต่ต้องไม่ลืมว่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคต่างก็ปรับตัวอ่อนลงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในยามที่การเมืองไทยยังอยู่ในภาวะกึ่งสุญญากาศ การทำหน้าที่หัวหมู่ทะลวงฟันของภาครัฐเพื่อหาตลาดใหม่คงไม่สามารถพึ่งพาได้มากนัก

ขณะเดียวกันผู้คร่ำหวอดในแวดวงเศรษฐกิจบางรายยังมองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในรอบนี้ อาจจะช่วยสนับสนุนการส่งออกของไทยได้อย่างจำกัด เพราะแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจระยะสั้นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักจะปรับตัวดีขึ้น แต่ในระยะยาวก็ยังคงเปราะบาง

ขณะที่สินค้าบางอุตสาหกรรมของไทยในเวลานี้เองก็อาจไม่ตรงกับเทรนด์ความต้องการของตลาดโลก เช่น สินค้าที่ไทยเคยเป็นผู้ส่งออกหลักอย่างกลุ่มฮาร์ดดิสไดรฟ์ที่ต้องเผชิญกับภาวะอุปสงค์ที่ลดลงจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เพราะคนมีการหันไปบริโภคใช้สมาร์ทโฟนและแทบเล็ตมากกว่าคอมพิวเตอร์พีซี

นอกจากนี้ หากวิเคราะห์ไปถึงปัจจัยด้านต้นทุนค่าแรงของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นในระดับต่ำ ขณะที่ต้นทุนพลังงานของสหรัฐเองกำลังปรับลดลงจากการค้นพบเทคโนโลยีขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากชั้นหิน ทั้งที่ประสิทธิภาพในการผลิตของเขาสูงแบบเทียบไม่ได้กับประเทศในเอเชียรวมถึงไทย ทำให้เป็นไปได้ที่สหรัฐอาจกลายร่างมาเป็นผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญและเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยได้

ถ้ามองในมุมนี้ก็ต้องถือว่าน่ากังวลไม่น้อยสำคัญเศรษฐกิจไทยในปีหน้าที่อาจต้องเผชิญกับภาวะที่แทบจะไร้แรงขับเคลื่อน เพราะเครื่องยนต์ตัวเดียวที่เหลืออยู่อาจจะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เดินเครื่องลากประเทศไทยไปได้แบบติดๆ ดับๆ

ประเด็นการสูญเสียความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยในเวทีโลกจึงนับเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากหากจะว่าไปแล้วเศรษฐกิจโลกได้ส่งสัญญาณฟื้นตัวมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ในปีที่ผ่านมาการส่งออกไทยกลับยังไม่มีวี่แววกระเตื้องและทำท่าว่าน่าจะปิดยอดเติบโตได้ต่ำกว่า 1% ในขณะที่การส่งออกของจีนกลับพลิกฟื้นมาเติบโตได้ในระดับ 12% ไปแล้ว

จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าไม่เพียงแต่ปัจจัยภายนอกเท่านั้นที่มีผลต่อการส่งออกไทย แต่ต้นทุนค่าแรงที่ทะยานขึ้นจากนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท ก็คงจะมีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยไม่น้อย ซึ่งในกรณีนี้หากผู้ประกอบการไทยยังไม่สามารถปรับตัวได้ก็น่าห่วงว่าจะต้องสูญเสียตลาดไปในระยะยาวและสุ่มเสี่ยงที่การส่งออกจะตกอยู่ในภาวะขยายตัวได้ต่ำไปอีก 23 ปี

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2557 ไว้ นอกจากผูกอนาคตเศรษฐกิจไทยไว้กับปัญหาการเมืองแล้วยังพ่วงกับการขยายตัวการส่งออกด้วยว่าจะทำได้ดีมากน้อยขนาดไหน และถึงเป้าที่ควรเป็น 59% หรือค่าเฉลี่ยที่ 7% หรือไม่

ทั้งนี้ การขยายตัวเศรษฐกิจไทยมีความเป็นไปได้ 2 กรณี คือ กรณีแรกมีการเลือกตั้งใหม่และรัฐบาลชุดใหม่ทำงานได้ก่อนครึ่งปีแรก 2557 ผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถฟื้นความเชื่อมั่น จะทำให้เศรษฐกิจปี 2557 ขยายตัวได้ 4.5% ต่อปี แต่หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือมีแต่ล่าช้าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.7% ต่อปี

ในกรณีที่สอง กรณีที่การเมืองมีปัญหารุนแรงยืดเยื้อรัฐบาลใหม่ทำงานไม่ได้ก่อนครึ่งปีแรก 2557 แต่การส่งออกยังขยายตัวได้ตามเป้า เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 2.5% ต่อปี แต่หากการส่งออกขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะต่ำกว่า 3% เศรษฐกิจไทยจะทรุดหนักขยายตัวได้ 0.5% เท่านั้น

ส่งผลให้ปี 2557 ฟ้าใหม่นี้เห็นทีจะต้องฝากความหวังเอาไว้กับภาคเอกชนพระเอกตลอดกาลของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการส่งออกให้สามารถปรับตัวรับกับภาวะตลาดโลกที่ผันแปรไปให้ได้เหมือนกับที่เคยโชว์ฝีมือโอบอุ้มเศรษฐกิจไทยมาได้ทุกครั้ง ไม่ว่าเราจะเจอกับอุปสรรคนานา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการเงินโลก เหตุรุนแรงทางการเมือง ภัยธรรมชาติ

หากไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจคงไร้แรงขับเคลื่อนให้ขยายตัวได้ตามเป้าที่ตั้งไว้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท