posttoday
มังกรซุ่ม อินทรีผงาด ศก.โลก 2014 เปลี่ยนขั้ว

มังกรซุ่ม อินทรีผงาด ศก.โลก 2014 เปลี่ยนขั้ว

01 มกราคม 2557

ปีเก่าผ่านพ้น ปีใหม่มาเยือนอีกคราด้วยบรรยากาศชื่นมื่น แถมท่วมท้นด้วยความหวังที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ปีเก่าผ่านพ้น ปีใหม่มาเยือนอีกคราด้วยบรรยากาศชื่นมื่น แถมท่วมท้นด้วยความหวังที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อช่วงปลายปี 2013 ที่เพิ่งสิ้นสุดไปหมาดๆ นั้น มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ แสดงให้เห็นสัญญาณบวกของการฟื้นตัว ซึ่งแม้จะดำเนินไปอย่างเชื่องช้า แต่ก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีแผ่ว

ท่าทีข้างต้น ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักและนักลงทุนทั่วโลกต่างลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2014 นี้ จะเป็นปีแห่งโอกาสที่สหรัฐจะหวนกลับมาทวงบัลลังก์เสาหลักเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง หลังจากปล่อยให้จีนตีตื้นทำคะแนนมานาน

แถมยังเป็นช่วงเวลาแห่งการก้าวขึ้นมาของสหรัฐที่ประจวบเหมาะกับที่ประเทศจีน พญามังกรแห่งเอเชีย มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐ ซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนผลักดันเศรษฐกิจโลกมานานส่งสัญญาณผ่อนคันเร่ง คือ การขยายตัวจะไม่ขยายตัวอย่างหวือหวา เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศชัดเจนว่า จีนจะมุ่งหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้เศรษฐกิจที่เปิดกว้างให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

อาจเรียกได้ว่า ปี 2014 นี้ ทั่วโลกน่าจะได้เห็นความเคลื่อนไหวของการเปลี่ยนผ่านบทบาทหลักในเวทีเศรษฐกิจโลกที่สหรัฐได้กลับมาเฉิดฉายสยายปีกอีกครั้ง หลังเงียบหายไปหลายปี เพราะพิษวิกฤตการเงินล่มสลายนับตั้งแต่ปี 2008

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าช่วงกลางปี 2013 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของสหรัฐมีสัญญาณสดใส และยิ่งเห็นทิศทางบวกได้ชัดเจนช่วงปลายปี ด้วยรายงานตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 5 ปีอยู่ที่ 7% ขณะที่ยอดสั่งซื้อสินค้าในภาคการผลิตจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี และบรรดาผู้บริโภคในสหรัฐเริ่มกลับมาใช้จ่ายมากขึ้น เห็นได้จากยอดขายรถยนต์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น

โรเบิร์ต ไคล์นเฮนซ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัท ลอสแองเจลิส เคาน์ตี อีโคโนมิก ดิเวลอปเมนต์ คอร์ป ระบุว่า น่าจะได้เห็นอัตราว่างงานลดลงอยู่ที่ระดับ 6% ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่รายงานสรุปภาพรวมเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ถึงกับเขียนชัดว่า การที่สหรัฐยังสามารถรักษาระดับการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2013 ไว้ได้ ความต้องการบริโภคสินค้าของสหรัฐน่าจะช่วยฉุดเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภาคการส่งออกของนานาประเทศทั่วโลก

นอกจากนี้ แนวโน้มความแข็งแกร่งของสหรัฐยังได้รับการยืนยันจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ดัชนีชี้วัดการเติบโต ที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เริ่มเห็นตัวเลขดังกล่าวขยับขึ้นจนมีสิทธิแตะระดับ 3% ภายในปี 2014 ไม่ยาก หลังจากปรับขึ้นลงระหว่าง 2% มานับตั้งแต่ปี 2010 โดยแตะระดับ 2.8% ในปี 2012 ก่อนลดลงมาแตะ 2% ในปี 2013

ยิ่งไปกว่านั้น ความเชื่อมั่นในการฟื้นตัวของสหรัฐยังได้รับการตอกย้ำมากขึ้น เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยท่าทีชัดเจนในการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ครั้งสุดท้ายของปี 2013 ที่ยืนยันการลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐภายใต้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) รายเดือนลงจากเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ม.ค.นี้

กระทั่ง คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยอมรับว่า ด้วยจีดีพีที่ปรับเพิ่มขึ้นและอัตราการว่างงานลดลง บวกกับข่าวดีในช่วงเกือบสัปดาห์สุดท้ายของปี 2013 ที่สภาคองเกรสสหรัฐสามารถบรรลุข้อตกลงผ่านร่างกฎหมายงบประมาณฉบับใหม่ได้สำเร็จ ยกเว้นร่างการขยายเพดานหนี้ที่ยังต้องคุยกันต่อไป ก็เพียงพอที่จะทำให้ไอเอ็มเอฟตัดสินใจปรับขึ้นการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐในปี 2014 ได้ไม่ยาก

เชน แบรต กรรมการผู้อำนวยการโกลบอล เพอร์สเปกทีฟ บริษัทการลงทุนทางเลือกและที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการหลักทรัพย์ในกรุงลอนดอนและกรุงดับลิน สรุปว่า ด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีเป็นทุนอยู่แล้ว บวกกับการฟื้นตัวที่ค่อยๆ ดีอย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มที่สหรัฐไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคิวอีอีกต่อไป ทำให้ปี 2014 จะเป็นปีของสหรัฐ หรือเป็นปีที่สหรัฐจะกลับมากลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอีกครั้งได้ไม่ยาก

ทั้งนี้ ขณะที่พญาอินทรีอย่างสหรัฐเตรียมสยายปีกในปีนี้ พญามังกรแห่งเอเชียอย่างจีนกลับไม่โลดโผนตามสหรัฐ โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า ปี 2014 คือปีที่จีนจะลดระดับความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของตนเองลง เพื่อหันมาเน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจและวางกลยุทธ์ใหม่ที่จะปรับให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก และทำให้การเติบโตของจีนเป็นไปอย่างมั่นคงยั่งยืนมากขึ้น

ท่าทีข้างต้นของจีนเริ่มต้นหลังประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอย่างเป็นทางการช่วงต้นปี 2013 ซึ่งประกาศเจตนารมณ์แน่วแน่ว่า จีนจำเป็นต้องปฏิรูปก่อนลงมือดำเนินการตามที่ประกาศไว้

โดยจากเดิมที่เน้นการเติบโตเป็นหลัก จีนเริ่มหันมาใช้นโยบายระมัดระวังมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับหนี้เพิ่มสูงขึ้นจากระดับในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลพวงจากการที่จีนใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงหลายปีก่อนหน้านี้แบบไม่บันยะบันยัง โดยระดับหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นจีนล่าสุดเพิ่มสูงขึ้นถึง 17.9 ล้านล้านหยวน หรือพุ่งขึ้นถึง 67% จากระดับตัวเลขในปี 2010 และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนวิตกกังวล จนรัฐบาลจีนต้องหันมาใช้นโยบายคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น

ขณะเดียวกันการใช้คิวอีของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ทำให้จีนต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อป้องกันปัญหาฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแม้จะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง แต่การคุมเข้มบวกกับอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ก็ส่งผลให้การลงทุนขยับขยายในภาคเอกชนไม่คืบหน้า จนทำให้เศรษฐกิจของแดนมังกรชะลอตัว จนทำให้จีดีพีของจีนตลอดทั้งปี 2013 ชะลอตัวเหลือเพียง 7.6% ซึ่งถือได้ว่าต่ำที่สุดในรอบ 14 ปี

ด้านนักวิเคราะห์หลายฝ่ายยอมรับว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนสอดคล้องเหมาะสมกับห้วงเวลา เพราะสหรัฐกำลังฟื้นขึ้นมา แม้อาจจะไม่แข็งแกร่ง แต่ก็น่าจะช่วยชดเชยการผ่อนแรงของจีนได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์สายเศรษฐกิจจากฟ็อกซ์นิวส์ ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ผลลัพธ์ของนโยบายปฏิรูปจีนยังไม่มีแนวโน้มชัดเจน ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องทบทวนให้รอบคอบมากขึ้นในการเข้าไปลงทุนในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ไม่มีแรงหนุนจากนโยบายคิวอีของสหรัฐแล้ว

ผู้ค้าหุ้นรายหนึ่งแสดงความเห็นผ่านสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า ค่อนข้างกังขากับแผนการปฏิรูปของรัฐบาลจีน เพราะขณะที่บอกชัดเจนว่า จะเปิดตลาดให้เสรีมากขึ้น ให้ภาคเอกชนเข้าร่วมมากขึ้น และให้บริษัทต่างชาติมีบทบาทหรือลงทุนในจีนได้ง่ายขึ้น รวมถึงลดการพึ่งพาแหล่งทุนจากธนาคารเพื่อป้องกันปัญหาหนี้ภาคการเงินการธนาคาร

แต่จนแล้วจนรอด จีนก็ยังคงคุมเข้มและยังคงผูกขาดบางกิจกรรมเศรษฐกิจอยู่ดี ตัวอย่างเช่น กรณีที่บริษัทเอกชนยังประสบปัญหายุ่งยากจากรัฐในการจะระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ เพราะรัฐถ่วงเวลาในการทำไอพีโอ หรือการเสนอขายหุ้นเป็นครั้งแรกให้กับประชาชน ยิ่งเมื่อช่วงปลายปีตลาดการเงินในจีนมีปัญหาภาวะสินเชื่อตึงตัวระลอกที่สอง ซ้ำรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางปี จนธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ต้องอัดฉีดเงินเสริมสภาพคล่อง 3 วันติดต่อกัน ก็ยิ่งทำให้ความวิตกของนักลงทุนชัดเจนมากขึ้น

กล่าวโดยสรุป ตามมุมมองของนักวิเคราะห์หลายสำนัก จีนในปี 2014 ยังสามารถเติบโตต่อไปได้ แต่จะไม่สามารถคงระดับความร้อนแรงเทียบเท่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันการที่จีนมุ่งปรับฐานและทิศทางเศรษฐกิจของตนเองเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ทำให้จีนแม้จะอยู่สายตาของนักลงทุน แต่ไม่ได้เป็นจุดสนใจอันดับหนึ่งเหมือนเช่นในอดีต

ดังนั้น สำหรับทิศทางเศรษฐกิจปีนี้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นปีที่โลกจะได้เห็นสหรัฐกลับมามีบทบาทเด่นมากขึ้น ในขณะที่จีนน่าจะนิ่งสงบมากขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท