
วางกรอบหั่นหนี้เกษตรกร
กรณ์ถกบอร์ด ธ.ก.ส. วางเกณฑ์ลดหนี้เกษตรกร 50% สั่งเน้นรายย่อยและจำกัดวงเงิน ห่วงลูกค้าชักดาบอื้อ
กรณ์ถกบอร์ด ธ.ก.ส. วางเกณฑ์ลดหนี้เกษตรกร 50% สั่งเน้นรายย่อยและจำกัดวงเงิน ห่วงลูกค้าชักดาบอื้อ
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้กำชับให้ฝ่ายบริหารของธนาคารเร่งพิจารณาหลักเกณฑ์เงื่อนไขการตัดหนี้ให้เกษตรกร 50% ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2553 ที่ผ่านมา เนื่องจากเกรงว่าหากวางหลักเกณฑ์ไม่ชัดเจน จะทำให้ลูกหนี้ดีเสียวินัยไม่ชำระหนี้ เพื่อเป็นหนี้เสียที่จะได้เข้าเกณฑ์ตัดหนี้ 50%
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า มติ ครม. ได้อนุมัติในหลักการว่าให้ตัดหนี้เกษตรกรทั้งที่เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูเกษตรและที่ไม่ได้เป็นสมาชิก หรือเป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นหนี้เสียจะได้รับแก้ไขตัดหนี้ 50% โดยมีเงื่อนไขให้ผ่อนชำระหนี้ที่เหลืออีก 50% ภายใน 15 ปี เช่น เกษตรกรเป็นหนี้เสีย 100 บาท มีดอกเบี้ยค้างชำระ 25 บาท ก็ให้ตัดเงินต้น 50 บาท มาผ่อนชำระภายใน 15 ปี ส่วนต้นอีก 50 บาท กับดอกเบี้ย 25 บาท รวมเป็น 75 บาท จะได้รับการยกให้ก็ต่อเมื่อ|ลูกหนี้สามารถผ่อนชะระหนี้ 50 บาท แรกได้หมดตามกำหนด ซึ่งตามเงื่อนไขดังกล่าวจะมีเกษตรกรอยู่ในเกณฑ์ได้รับการตัดหนี้ 2.8 แสนราย เป็นมูลหนี้ 5.4 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นว่าการพิจารณาตัดหนี้เกษตรกรไม่ควรเหมารวมตัดหนี้ทันที ต้องพิจารณาก่อนว่าหนี้เสียสามารถที่จะแก้ไขด้วยวิธีปกติหรือไม่ เพราะอาจจะมีปัญหาไม่มาก
นอกจากนี้ การตัดหนี้ควรกำหนดกรอบเวลาลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียตั้งแต่เมื่อใด รวมถึงมูลหนี้ที่ควรได้รับการตัดหนี้ตามเงื่อนไขดังกล่าวสูงสุดเป็นเท่าไหร่
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หากวางกรอบไม่ดีจะทำให้เกิดพฤติกรรมเอาแบบอย่าง โดยเฉพาะลูกหนี้ของ ธ.ก.ส. 6.2 ล้านครอบครัว มูลหนี้ 6 แสนล้านบาท อาจขาดวินัยการชำระหนี้ เพื่อที่ภายหลังจะให้รัฐบาลเข้ามาแก้หนี้ให้ในลักษณะนี้อีก จึงเห็นว่าการตัดหนี้ให้เกษตรกรควรกำหนดมูลหนี้ให้แต่ละละรายไม่สูงเกินไป เพราะปัจจุบันธนาคารปล่อยลูกค้าที่เป็นโรงสีที่ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนจำนวนกว่า 100 ล้านบาทต่อราย ที่เป็นหนี้เสีย ก็จะขอมาเข้าโครงการนี้ด้วย และรัฐบาลจะตอบกับสังคมไม่ได้







