
จับตา 3 เดือนแรกจุดเปลี่ยนการเมืองไทย
ทีมข่าวการเมือง
ทีมข่าวการเมือง
แม้จะก้าวข้ามปีเก่าเข้าสู่ปีม้า แต่บรรยากาศการเมืองไทยเริ่มต้นศักราชใหม่ยังคงกลิ่นอายความรุนแรงเกาะติดตามตัวเป็นเงา และส่อเค้าดุเดือดเฉกเช่นเดียวกับ “อาชาพยศ” ที่ไม่ว่าคาวบอยหน้าไหนก็มิอาจควบคุมได้ ยกเว้นเสียแต่คนไทยทั้งประเทศจะร่วมแรงร่วมใจกุมบังเหียน
แน่นอนว่าการเมืองกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยไปโดยปริยาย เปรียบดั่งกับลมหายใจซึ่งขาดเสียมิได้และทิศทางต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร ท้าทายขนาดไหน ประเทศชาติจะล้มลุกคลุกคลานอย่างไร จึงถือเป็นประเด็นให้ต้องติดตามต่อบทสรุปในปี 2557 นี้
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉายภาพการเมืองปีม้าว่าความท้าทายคือตัวแสดงหลักไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย หรือยังไม่คิดว่ามีความสำคัญ จะเห็นได้ว่าผู้เล่นทางการเมืองหลายคนไม่ใช่ประชาธิปไตย ซึ่งทำให้โยงไปถึงกติกาการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งสัมพันธ์กับความท้าทาย
สิริพรรณ มองว่า การเลือกตั้งที่บ่มเพาะมา 8 ปี พรรคการเมืองสองพรรคใหญ่ล้วนไม่ได้เป็นตัวแทนหรือทางเลือกของประชาชน ไม่มุ่งหวังพัฒนาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทำให้สังคมไทยไม่มีทางเลือก แม้แต่พรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่น ไทยรักไทย พลังประชาชน หรือเพื่อไทย อาจปรับตัวได้ดีกับระบบเลือกตั้ง ทว่าไม่จริงใจต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาว ทำเพียงนโยบายหวังกอบโกยคะแนนเสียงระยะสั้น ลุแก่อำนาจ หาช่องทางของกติกาเลือกตั้งมาเป็นเสียงข้างมากและประโยชน์ เห็นได้จากออกกฎหมายนิรโทษกรรม รวมถึงนโยบายหลายๆ อย่าง ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา กลายเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชน
ขณะที่อีกด้านคือพรรคประชาธิปัตย์ ปรับตัวไม่ทันต่อความคาดหวังของประชาชน รวมถึงการแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยและนโยบาย
“เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างชัดเจน และเมื่อมีการแข่งขันก็ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ส่วนตัวเชื่อว่าถ้ารณรงค์หาเสียงดีๆ ประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์และไม่ลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทยมากเท่าเดิม พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเล็กอาจได้จัดตั้งรัฐบาล หากเป็นอย่างนั้นจะทำให้ประชาชนและประเทศเดินหน้าไปได้ แต่สองพรรคการเมืองใหญ่เลือกที่จะไม่เคารพประชาธิปไตยแต่กลับนำประเทศไทยไปสู่ทางตัน”
นอกจากนี้ ประชาชนไทยก็ยังไม่มีวัฒนธรรมรับฟังความเห็นต่าง เคารพผู้อื่นแบบเท่าเทียม ซึ่งเห็นได้ชัดจากความขัดแย้ง โดยเฉพาะบนโลกโซเชียลมีเดียที่สร้างความรุนแรงเกินความเป็นจริง และประเด็นสำคัญคนมองแค่เพียงภาพรวมกว้างๆ เช่น ชอบกติกาเลือกตั้ง ต้องไปเลือกตั้ง แต่อย่าลืมว่าการรับจำนำข้าว กดบัตรแทน ออกกฎหมายนิรโทษ ประชาชนควรให้บทเรียนพรรคการเมือง เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์เคยมีการทุจริต ก็ไม่ควรปิดหูปิดตาว่าไม่มีเรื่องนี้
ขณะที่สถานการณ์ในระยะสั้นนี้ ต่างฝ่ายก็มีความเห็นสุดโต่งเพื่อให้อีกฝ่ายยอมจำนน พรรคเพื่อไทยแม้จะยุบสภา แต่ที่ผ่านมาก็ไม่จริงใจต่อปฏิรูปการเมือง ฝ่ายผู้ชุมนุมก็มีข้อเรียกร้องเลยเถิดประชาธิปไตย เกินกว่ารัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้ทำได้ ถ้าต่างฝ่ายยังสุดโต่งไม่ยอมลดลงมา ก็จะนำไปสู่การปะทะซึ่งมองว่าถ้าจะเกิดก็ช่วง 23 เดือนแรกของปี ดังนั้น 3 เดือนแรกอันตราย
“กปปส.ประกาศจะปิดกรุงเทพฯ ปัญหาอาจจะมี แม้ไม่นำมาซึ่งความรุนแรงนัก แต่ถ้ามองเลือกตั้งหรือ สส.ภาคใต้ไม่มีผู้สมัครไม่ครบ 95% หรือ 475 คน ก็ไม่สามารถเปิดสภาได้ ไม่นับรวมบัญชีรายชื่อเท่ากับเกิดสุญญากาศ นอกจากนี้ยังไม่รวมกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมชี้มูลความผิดกรณีการรับจำนำข้าว และ สส.กดบัตรแทนกัน ถ้า สส.หาย ก็เท่ากับเปิดสภาไม่ได้ จะมีหรือไม่มีการเลือกตั้งประชาชนที่สนับสนุนทั้งสองฝ่ายออกมา จะมีปรากฏการณ์ความวุ่นวายโกลาหล และพอรุนแรงสุดๆ คนจะเริ่มมีสติ สถานการณ์ก็จะกลับมาเบาบาง เพราะอย่าลืมว่าคนโกรธกันไม่นาน”
“เรามีสิทธิเรียกร้อง แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเกิดความสูญเสียร่วมกันไม่ใช่แค่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และพอถึงจุดเดือดคนไทยก็จะมาตั้งคำถามว่ารบกันไปทำไม เชื่อว่ากลางปีจะนิ่งขึ้น ซึ่งอยากให้ทุกคนช่วยโอบความแตกต่างและมาเริ่มต้นใหม่”
จักษ์ พันธ์ชูเพชร รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้ความเห็นต่อความท้าทายทางการเมืองในปีใหม่ว่า เงื่อนไขที่เกิดขึ้นของทั้งสองฝ่ายยังเป็นเป้าหมายซ้อนทับกันอยู่ ระหว่างปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งและเลือกตั้งก่อนปฏิรูป สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ต่างฝ่ายมีมวลชนอยู่ในมือ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในช่วงต้นปีได้
นอกจากนี้ แม้กระทั่งการเลือกตั้งเชื่อว่าจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะวันนี้สัญญาณออกมาชัดเจนว่ามีการใช้กำลังเกิดขึ้น และแน่นอนว่าอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความรุนแรง
นอกจากนี้ ยังชัดเจนอีกว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่มีทางถอยแน่นอน เพราะถ้าถอยก็จะกลับเข้ามาลำบากหากมีการเปลี่ยนกฎระเบียบ เช่นเดียวกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ก็ต้องสู้เต็มที่ เพราะถ้าหากพ่ายแพ้ก็จะอยู่ลำบากเช่นกัน เปรียบเหมือนกับการขับรถที่ทั้งสองฝ่ายต่างเหยียบคันเร่งเข้าใส่กันอย่างเต็มที่
ส่วนทางออกด้วยการเจรจาถือเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ผ่อนคลาย แต่คนกลางที่จะเข้ามารับหน้าที่ดังกล่าวก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ และที่สำคัญกว่านั้นต้องอย่าลืมว่าคนเราจะเปิดเจรจากันได้มีเหตุผลอยู่สองประการ คือ 1.รู้ทางตัน และ 2.เดินไปข้างหน้าตายแน่ จึงจะเกิดเหตุให้มีการคุยกัน แต่มุมกลับกันถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าเดินแล้วชนะ จะไม่มีการเปิดเจรจาแน่นอน
“ถ้าถามว่าโอกาสตรงนั้นเป็นไปได้หรือไม่ ต้องรอเงื่อนไขและจังหวะ เพราะขณะนี้ทหารรวมถึงข้าราชการบางส่วนยังนิ่งและถือเป็นพลังสำคัญที่จะเปลี่ยน ซึ่งตอนนี้พรรคการเมืองและมวลชนแสดงออกชัดเจนแล้วว่าต้องการอะไร”
จักษ์ ชี้เฉพาะที่ฝ่ายทหาร เนื่องจากอีกไม่กี่เดือนจะมีการเปลี่ยนผู้นำกองทัพ จึงเป็นเรื่องให้ทหารต้องทบทวนการเปลี่ยนถ่ายอำนาจและ ผบ.ทบ.ปัจจุบันจะปล่อยไปหรือทำให้สถานการณ์ลงตัวก่อนเกษียนอายุราชการ ถือเป็นเรื่องให้ต้องเดาใจพอสมควร
“ปลัดกระทรวงกลาโหมไม่ได้ถือเป็นตัวแทนของกองทัพ เพราะคนที่ถือกำลังจริงๆ คือ ทบ. ทอ. ทร. ดังนั้น ต้องดูทหารว่าจะเดินต่อจากนี้อย่างไร เชื่อว่าช่วง 23 เดือนแรก จะเห็นทิศทางชัดเจน”







