posttoday
ปชป.ตัวชี้ขาดโรดแมปปรองดอง

ปชป.ตัวชี้ขาดโรดแมปปรองดอง

06 พฤษภาคม 2553

ปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินว่า “โรดแมป” นี้จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่จึงอาจขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เองว่า พร้อมจะเดินตามเส้นทางที่ “อภิสิทธิ์” เลือกแล้วหรือไม่

ปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินว่า “โรดแมป” นี้จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่จึงอาจขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เองว่า พร้อมจะเดินตามเส้นทางที่ “อภิสิทธิ์” เลือกแล้วหรือไม่

โดย...ทีมข่าวการเมือง

กระแสตอบรับโรดแมป 5 ข้อของ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่นำเสนอแผนฝ่าทางตัน เหมือนจะเริ่มเดินหน้าสะสางปมปัญหาชนวนวิกฤตต่างๆ ก่อนจะยุบสภา และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่วันที่ 14 พ.ย. ได้ไม่ยากเย็น

ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ออกมาส่งเสียงหนุนในหลักการเบื้องต้น หรือประชาชนทั่วไปที่จากผลสำรวจล่าสุดจากเอแบคเรียลไทม์โพลล์ ยืนยันว่า กลุ่มตัวอย่าง 60.5% เห็นด้วยกับแนวทางนี้ และ 55.6% เห็นด้วยกับวันเลือกตั้งที่กำหนด

ปชป.ตัวชี้ขาดโรดแมปปรองดอง

แม้แต่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยังขึ้นเวทีประกาศมติเห็นด้วยกับ “ทางลง” ที่รัฐบาลหยิบยื่นมาให้ ขอแต่ให้นายกฯ ระบุให้ชัดเจนในกรอบเวลายุบสภาที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งทางเสื้อแดงก็พร้อมจะสลายการชุมนุม

ทว่าสิ่งที่ยังเป็นห่วงว่าจะฉุดให้กระบวนการหาทางออกให้ประเทศเที่ยวนี้ ไปไม่ถึงฝั่งฝัน คืออาการ “เสียงแตก” ภายในพรรคประชาธิปัตย์เอง ถึงขั้นแกนนำ นปช. ออกมาจี้ให้พรรคประชาธิปัตย์ไปตกลงกันให้ได้เสียก่อน

โดยเฉพาะท่าทีไม่เห็นด้วยจาก “ชวน หลีกภัย” ครูใหญ่ ใต้ชายคาพระแม่ธรณี ที่ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการ “ยุบสภา” เพราะรัฐบาลยังสามารถบริหารงานได้เป็นอย่างดี จึงเป็นสิทธิที่รัฐบาลจะอยู่จนถึงปีหน้า เรื่องนี้มีทางให้เดินเยอะแยะ ปัญหาว่าจะเดินไปทางไหนเท่านั้น

“อำนาจการตัดสินใจยุบสภาหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับนายกฯ แต่จะต้องขึ้นกับดุลยพินิจด้วย ไม่ใช่การถูกบังคับหรือมีใครมาสั่งให้ยุบสภา ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด เพียงแต่การประกาศครั้งล่าสุดยังไม่ได้พูดคุยกันเท่านั้น” นายชวน ตอกย้ำ

สอดรับกับความคิดเห็นภายในประชาธิปัตย์เอง ที่ยืนยันมาตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจ “ยุบสภา” ภายใต้แรงกดดัน และอาจส่งผลเสียตามมาต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น แม้อำนาจยุบสภาจะอยู่ในมือนายกฯ แล้วก็ตาม แต่ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมพรรค” หรือการสร้างความมั่นใจสำหรับการตัดสินใจเรื่องสำคัญ พรรคประชาธิปัตย์มักจะนำประเด็นเข้าไปถกเถียงกันในพรรคและใช้เสียงในที่ประชุม “การันตี” ความชอบธรรมต่อการตัดสินใจนั้นๆ

เห็นได้จากประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุมพรรคครั้งนั้นมีมติ 82 ต่อ 48 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง เห็นสอดรับกับกรรมการบริหารพรรคที่จะไม่ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามความต้องการของพรรคร่วมรัฐบาลที่ส่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาลมาล็อบบี้ด้วยตัวเอง

แต่สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ “กำลังภายใน” ของ ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผนึกกำลังอ้าง “หลักการ” ยืนยัน “จุดยืน” ไม่หวั่นไหวไปกับเสียงขู่ จากพรรคร่วมรัฐบาลที่พร้อมจะถอนตัวหากไม่ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ยิ่งในเที่ยวนี้ “อภิสิทธิ์” ยืนอยู่คนละฝั่งกับ “ชวน” จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สำหรับการหว่านล้อม สส. บางส่วน ที่ยังไม่เห็นด้วยกับการ “ยอมแพ้” เลือกเส้นทาง “ยุบสภา” ตามแรงบีบของกลุ่มเสื้อแดง แทนการใช้อำนาจรัฐที่มีในมือดำเนินการตามกรอบกฎหมายยิ่งในวันที่รัฐบาลกำลังเป็นต่อ

ทว่าย้อนดูข้อดีข้อเสีย การเลือกทางเดินนี้ของ “อภิสิทธิ์” อาจจะเป็นทางเลือกที่ประเมินแล้วว่าดีที่สุดหากมองว่าการอยู่ในตำแหน่งต่อไป โดยมี “เสื้อแดง” ปักหลักชุมนุมกดดันนับวันจะลดคะแนนนิยมรัฐบาลและประชาธิปัตย์กับการไร้น้ำยาจัดการม็อบ

หรืออีกทางหนึ่ง หากเลือกใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ชุมนุม จนเกิดการสูญเสีย “ซ้ำสอง” หรือ การปล่อยให้เหตุระเบิดรายวันซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาบั่นทอนความน่าเชื่อถือรัฐบาล นานวันยิ่งมีแต่จะทำให้รัฐบาลเสียหายหนักขึ้น

การหาทางออกแบบละมุนละม่อม ด้วยเหตุผลสำคัญเพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น จึงเป็นทางออกที่ลงตัว แม้จะต้องยอมแลกด้วยเวลาอีก 1 ปีที่สามารถใช้สิทธิเป็นรัฐบาลอยู่ต่อได้ แต่อาจจะเป็น 1 ปีที่สภาพทุลักทุเลกว่านี้

ยิ่งดูรายละเอียดกรอบเวลาเลือกตั้งที่กำหนดไว้ 14 พ.ย. ตามเงื่อนเวลากฎหมาย รัฐบาลจะต้องยุบสภาประมาณ 15 ก.ย. ถึงช่วงปลายเดือน นั่นแตกต่างแค่เล็กน้อยจากกรอบ 9 เดือนที่นายกฯ เคยเสนอไว้เป็นตุ๊กตาเมื่อครั้งเปิดโต๊ะเจรจากับเสื้อแดงก่อนจะหาทางออกร่วมกันไม่ได้

และยังอยู่บนพื้นฐานที่รัฐบาลจะมีเวลาจัดทำงบประมาณปี 2554 สามารถสร้างผลงานได้อีกช่วง โดยเฉพาะในแผนต่อเนื่องให้สอดรับกับโครงการไทยเข้มแข็งที่เดินไว้แล้ว รวมไปถึงการจัดวางโผโยกย้ายข้าราชการให้สอดรับกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

แถมนายกฯ ยังระบุไว้ในข้อ 5 แผนปรองดองฯ จะเปิดให้มีการระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายมาแก้ปัญหาเรื่องกติกาการเมือง นั่นเท่ากับ นอกจากเปิดช่องให้มีการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีอาญา และอาจเป็นประโยชน์ต่อประชาธิปัตย์ที่ยังมีคดียุบพรรคอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ข้อเสียจากการเลือกเส้นทางนี้อาจกระทบต่อจุดยืนและท่าทีที่ประชาธิปัตย์มีมาก่อนหน้านี้ ว่าไม่สนใจกับแรงบีบของเสื้อแดง ทั้งที่รัฐบาลได้วางแผนเตรียมดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม และดึงให้ดีเอสไอเข้ามาเป็นหัวหอกดำเนินการกับทั้งเครือข่ายผู้ก่อการร้ายและจ้องล้มสถาบัน

ที่สำคัญ ท่าทีที่ปล่อยให้ “เสื้อแดง” ออกมาชุมนุมโดยที่รัฐบาลไม่ยอมดำเนินการขั้นเด็ดขาด ตามเสียงเรียกร้องจากบรรดากองเชียร์รัฐบาลที่ไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดงยิ่งเป็นประชาชนในพื้นที่ สส.ประชาธิปัตย์ด้วยแล้ว และสุดท้ายถึงขั้นยุบสภา นั่นย่อมกระทบต่อเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินว่า “โรดแมป” นี้จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่จึงอาจขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เองว่า พร้อมจะเดินตามเส้นทางที่ “อภิสิทธิ์” เลือกแล้วหรือไม่ ไม่ใช่คู่ขัดแย้งอย่าง “เสื้อแดง” ที่พร้อมจะรับข้อเสนอเดินตามทางลงที่หยิบยื่นมาให้

มิหนำซ้ำยังอาจป่าวประกาศได้ว่าเป็น “ชัยชนะ” ของเสื้อแดงที่ทำให้รัฐบาลต้องยุบสภาก่อนหมดวาระ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง